ยินดีต้อนรับทุกท่านสำหรับคนใจช้ำที่ถูกย่ำยีมาไม่ว่าคุณจะเป็นใครเราคือเพื่อนกัน

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

ไดอารีสีดำ6


เช้าวันนี้เราก็ทำงานตามปกติ
แต่จิตใจของเราสิ
มันเริ่มไม่ปกติ
หัวใจมันเริ่มคิด
หัวใจมันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง

ว่าจะเป็นไปได้หรือ
ที่เส้นทางรักของเราลูกชาวนาจนๆ
ด้อยการศึกษา
กับหญิงสาวแสนสวย
ลูกสาวของคณาจารย์
จะมาลงเอยกับเราได้
ยิ่งคิดเราก็ยิ่งมองไม่เห็นทาง

แต่...ความรักระหว่างเราสองที่มีให้กันนิ่สิ
มันเป็นรักแท้
วริญญาเธอ ไม่เคยรังเกียจเรา
ซักคำเธอก็ไม่เคยเอ่ยปากออกมาให้ช้ำใจในเรื่องฐานะการงานของเรา

เอาเถอะ เมื่อเธอมีใจ เมื่อเรารักเธอ เมื่อเธอก็รักเรา
เมื่อหัวใจสองเรามีกันและกัน
แม้อุปสรรคน้อยใหญ่ที่คอยขวางกั้นอยู่ข้างหน้า
เราก็จะลองลุยฝ่ากับมันดู
มันอาจจะผิดหวังบ้างหรือสมหวังบ้าง
ก็ขอให้โชคชะตาและอนาคตเป็นตัวตัดสินรักเราเถิด วริญญา

ฉันพร้อมแล้ว ฉันมีความมุ่งมั่น ฉันจะสานถักทอสายใยแห่งรักนี้
ที่เราสองร่วมทอถักด้วยกันมาต่อไป

โดยไม่หวั่นว่าอะไรมันจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า


ไดอารีสีดำ5


เวลาที่ วริญญาเธอเลิกเรียนเธอจะกลับบ้านก่อน
แล้วก็เปิดร้านขายของตามปกติเป็นประจำทุกวันในช่วงเวลาเย็นๆ
 และวันหยุดเธอก็จะเฝ้าบ้าน หรือร้านของครอบครัวเธอ เป็นตัวหลัก
เราจึงได้พบเห็นเพียงแค่เธอ ไม่มีโอกาสได้เจอหน้าพ่อแม่เธอ จังๆซักครา


วันนี้ริญบอกว่าเธอกำลังเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์
โดยครอบครัวเธอจะให้สอบเข้าคณะแพทย์ศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์
ริญบอกว่าจุฬาลงกรณ์อยู่ที่กรุงเทพโน่น
ถ้าสอบได้คุณพ่อของเธอจะส่งเธอเข้าไปอยู่กับคุณย่าและคุณปู่เธอที่กรุงเทพ

เธอบอกว่าบ้านคุณปู่คุณย่าเธออยูแถวซอยหลังสวนใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยนั่นเอง
เราได้ฟังเธอพูด 
หัวใจของเราก็เริ่มฉุกคิดขึ้นได้
นี่ความพลัดพรากกำลังจะเกิดขึ้นกับเราแล้วหรือนี่

เรานิ่งและหยุดคิดไปเรื่อย จนริญ เธอมาจับที่มือเบาๆ พร้อมกับพูดว่า
ริญไม่อยากจากทิวไปเลย
ไปเถอะริญ นั่นมันคืออนาคตของริญ
ริญมีโอกาส ริญอย่าทิ้งโอกาสนี้เลย เราพูดกับเธอ

ทิวเองก็อยากเรียน แต่เราไม่มีโอกาส ทั้งที่ทิวเรียนเก่ง แต่ครอบครัวเราก็มีพี่น้องหลายคน
เราเรียนได้แค่ ม.3 ก็ออกบ้านมาหางานทำเพื่อแบ่งเบาภาระทางครอบครัว
แต่เราได้สัญญากับใจตัวเองว่าวันหนึ่งถ้าเรามีโอกาสเราจะเข้าเรียน
ตามเก็บโอกาสที่มันหล่นหายไปนี้กลับมาให้ได้

บรรยากาศการสนทนาของเรามันเริ่มไม่สนุก
เรากลับกันเถอะริญ ค่่ำแล้ว
พรุ่งนี้เราค่อยนัดเจอกันใหม่ที่รึมบึงสีฐานหน้ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่เดิม

เราเดินเกี่ยวมือคุยกันไปตลอดทางก่อนที่จะแยกย้ายกัน



นี่คือบึงสีฐาน ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งบึงนี้จะด้านด้านหน้าทางเข้ามหาวิทยาลัย



บึงสีฐาน

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

ไดอารีสีดำ4


น้ำเสียงใส ใบหน้าสวย
มันยังติดหูติดตาเราอยู่
ดูเหมือนว่าไม่มีทางจะลบเลือนออกไปได้เสียแล้ว

เธอเป็นใครกัน ริญ
เธอกำลังคิดอะไร
เธอกำลังจะพาหัวใจของฉันไปไหน
เวลานี้ ฉันรู้สึกว่า
หัวใจของฉันหลุดลอย ไปอยู่กับเธอเสียแล้ว วริญญา


จากคืนจากวันทุกอย่างมันเริ่มผันแปรเปลี่ยนไป
ความใกล้ชิดสนิทสนมเริ่มมีมากขึ้น
เสียงโทรศัพท์ มักจะดังบ่อยขึ้นในเวลาเลิกงาน
  
มีการนัดพบ นัดเจอ พบปะพูดจากันสองต่อสอง
เปิดโอกาสให้หัวใจของเราสองคนได้พูดคุยกัน
โดยนับวันสายสัมพันธ์ของเรายิ่งแนบแน่น

ชีวิตของวัยรุ่น
เมื่อความรักวิ่งเข้าหา ถาโถมใส่อย่างไม่รู้ตัว
ก็ทำให้เราลืมทุกสิ่งทุกอย่าง
ลืมว่าเธอเป็นใคร
และเราเป็นใคร  
คุณพ่อของวริญญา เป็นอาจารย์ สอนอยู่ใน มข.
ส่วนคุณแม่ของเธอเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน อยู่ใน มข.เช่นกัน

ช่วงเย็นหลังจากเลิกงาน ก็จะเปิดบ้านพัก ขายของชำให้ผู้คนใน มข.นั่นเอง

ไดอารีสีดำ3


เธอเป็นเด็กสาวที่สวยน่ารัก กล้าพูดกล้าแสดงออก
ตรงข้ามกับเราที่ถามคำตอบคำ
เมื่อเราจัดเก็บขวดเก่าเสร็จเธอก็ส่งเงินค่าของให้ ตามใบเสร็จที่เรายื่นให้ก่อนหน้า
เดี๋ยวก่อนนะอย่าเพิ่งกลับ เธอร้องเรียก เราขอรดน้ำเธอหน่อย ไม่ได้ออกไปไหนเลย
พ่อแม่ก็ไปสโมสรกับเพื่อนๆ พูดจบเธอก็ตักน้ำมารด ลงตรงหัวไหล่เรา
เราชื่อ วริญญา เรียก ริญ เฉยๆก็ได้ เธอชื่ออะไรเหรอ
ชื่อทิวครับ เราตอบเธอ
ทิวงั้นดื่มน้ำก่อน เธอเดินกลับไปหยิบน้ำอัดลมมาเปิดให้ขวดหนึ่ง พร้อมกับยื่นให้
เราลังเล อยู่ในใจ
ไม่รับโกรธด้วย เธอพูดสำทับมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
เรารับน้ำมาดื่ม พร้อมกล่าวขอบคุณครับ
จะบ้าหรือเราเป็นเพื่อนกันทิว
เราสนทนากันอย่างถูกคอจนไม่รู้เวลามันผ่านไปนานเท่าไหร่
เมื่อนึกขึ้นได้เราก็ขอตัวกลับ
เธอส่งยิ้มหวานให้ พร้อมกับโบกมือลา

   เมื่อกลับถึงร้าน
 เราก็รู้สึกว่า มันมีอะไรเกิดขึ้นกับความรู้สึกของตนเองอย่างชัดเจน

ดูสิหัวใจของหนุ่มวัยรุ่นอย่างเรา มันเต้นตุ๊บๆๆผิดจังหวะ
เหมือนมันกำลังจะดีดออกมานอกอกเสียให้ได้
มันเป็นความรู้สึกที่เราไม่เคยได้รับหรือเคยมี

มันเป็นครั้งแรกที่เราได้ดื่มน้ำจากมือของหญิงสาว ที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นมาก่อน
แต่มันกลับทำให้เรารู้สึกประหลาดใจ ที่คนเพิ่งเคยเห็นหน้ากันเพียงแค่ครั้งเดียว

กลับรู้สึกว่าเหมือนมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมานาน แสนนาน


ไดอารีสีดำ2


เรื่องราวของเราเริ่มต้นขึ้นเมื่อ
13เมษายน 2527
วันนี้เราจำได้อย่างขึ้นใจเพราะเป็นวันตรุษสงกรานต์
วันปีใหม่ไทย วันที่ใครต่อใครออกเที่ยวเล่นน้ำสนุกสนาน
อยู่กับเพื่อนฝูง ญาติมิตรที่บ้าน แต่สำหรับเรา
ลูกจ้างของบริษัทขายน้ำอัดลม ซึ่งพักอาศัยหลับนอน
อยู่ที่โกดังเก็บของ ถูกนายจ้างสั่งให้เปิดร้านเฝ้าร้าน
เพราะอาจจะมีลูกค้าสั่งของเข้ามา
ในช่วงเทศกาลอย่างนี้นับว่าเป็นเวลาทำเงินของร้านอยู่ไม่น้อย

..กริ๊งๆๆๆๆ เสียงโทรศัพท์ที่หน้าร้านดังขึ้น
เรารีบวิ่งไปยกหู สวัสดีครับบริษัทไทยสงวนครับ
บริษัทไทยสงวนใช่ไหมคะเสียงหญิงสาวถามย้ำอีกครั้ง
ช่วยนำน้ำอัดลมมาส่งที่ร้านใน มข. 10 ลังด่วนด้วยนะคะ
เมื่อเธอแจ้งที่อยู่และรายละเอียดแล้วเธอ ก็วางสายไป
เราโทรศัพท์ไปแจ้งนายจ้างว่ามีคนสั่งของ ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น 10 ลัง
นายจ้างบอกให้เรานำรถมอเตอร์ไซค์ต่อพ่วง ใส่ของ ออกไปส่ง พร้อมปิดร้านให้เรียบร้อยด้วย
เรานำสินค้าตามที่สั่งขึ้นใส่กระบะพ่วงด้านข้างมอเตอร์ไซค์
แล้วก็ขับตรงมุ่งหน้าเข้าไปใน มข. ตามที่อยู่ที่แจ้งไว้

เมื่อขับรถมาถึงร้าน เรามองดูจนแน่ใจว่าใช่แน่
ข้างในร้านมีหญิงสาวผิวขาว สูงโปร่งบาง ผมทรงนักเรียน
เราคะเนว่าเธอคงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเราคือ 17 ย่าง 18 ปี
สวัสดีครับ ผมเอาของมาส่งครับ
เธอหันตามเสียงเรา จ้องมองหน้าเราอยู่ครู่หนึ่งพร้อมกับพูดว่า
ยกเข้ามาข้างในเลยจ้า  วางไว้ที่เดิม แล้วก็เก็บขวดเก่ากลับไปด้วย
เราก็จัดการยกลังน้ำอัดลมเข้าไปตามที่เธอสั่ง
ขณะที่เรากำลังสาระวนอยู่กับการจัดของ
เธอก็ถามว่า เธออายุเท่าไหร่ล่ะ เราอายุ 17 เรียนอยู่ ม.5 ที่สาธิต
เธอถามเรา พร้อมแนะนำตัวเธอเองด้วย
เราก็ตอบคำถามเธอไป เธอก็ยิงคำถามเราอีกเป็นชุด


ไดอารีสีดำ1




 ไดอารี่สีดำ โดย กังวาล ทองเนตร

เพื่อนๆทั้งหลายเราไม่รู้หรอกว่าขณะที่เรากำลังเขียนบันทึกนี้ 
จะมีเพื่อนคนใดบ้างที่กำลัง ผิดหวัง
ร้องไห้ โศกเศร้า ทรมาน เพราะพิษรักอยู่หรือไม่

เราเพียงต้องการให้เพื่อนรู้ว่า เพื่อนๆไม่ได้ร้องไห้
โศกเศร้า ทรมานอยู่ลำพังเพียงคนเดียว
เพราะขณะที่เพื่อนร้องไห้ ยังมีเราอีกคนหนึ่ง
ที่กำลังผิดหวัง เจ็บปวดกับรอยแผล ที่เกิดขึ้นภายในใจ
และมันชั่งแสนทรมาน ยากแท้ที่จะทำใจให้เดินผ่าน ความเจ็บปวดร้าวนี้ออกไปได้

เราจึงได้หยิบปากกาขึ้นมา เพื่อเขียน บันทึกรอยรัก รอยแผลที่อยู่ในใจ
ให้เพื่อนๆได้รู้ว่า ยังมีเราอีกคนหนึ่ง ที่อยู่ในสภาวะทุกข์ทน เพราะพิษรักนี้

ถ้าบังเอิญเพื่อน เดินผ่านมา แล้วเห็นบันทึกของเรา เล่มนี้ จงหยุดร้องไห้
หยุดน้ำตา กลั้นเอาไว้ก่อน แล้วเปิดอ่านเรื่องราว รอยรักสีดำของเราสักนิด
เผื่อบางทีเมื่ออ่านจบแล้ว เพื่อนๆอาจจะได้สมาชิกใหม่ เดินร่วมทาง ขบวนการคนอกหักเพิ่มขึ้นไปด้วยก็ได้ ความจริงทั้งหมดถูกจารึกไว้แล้วใน ไดอารี่สีดำเล่มนี้

จากทิว  พนมไพร 
30 กรกฏคม 2547

ใครลิขิตชีวิตฉัน



ชีวิตของฉัน ในวัยเด็ก ต้องบอกว่า ลำบากมาก
ที่บอกลำบาก ก็สาเหตุเพราะ เราเป็นลูกคนโต ต้องรับภาระ แบ่งเบาพ่อแม่
ฉันมีน้องอีก หกคน น้องหกคนคือ ภาระของฉัน ชีวิตของฉันในแต่ละวันคือ
ไปโรงเรียน กลับมาเลี้ยงน้อง ตักน้ำใส่ตุ่มรอพ่อแม่ให้เต็มทุกวัน นึ่งข้าวรอพ่อแม่
จากนั้นก็ ไปรับควายที่ท้องนา กลับบ้าน นี่ภาระกิจประจำวันของฉัน
จนชีวิตในวัยเด็กฉันขาดหายไป ฉันไม่ได้มีโอกาส วิ่งเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน
เหมือนคนอื่นเขา ชีวิตของฉันผูกยึดอยู่กับหน้าที่มาตลอดเวลา

จนฉันโตขึ้นมาหน่อย เรียนหนังสืออยู่ ป.5 หน้าชายและน้าสะใภ้ 
ก็จะมารับฉันไปอยู่ด้วย ไปทำงานด้วย เนื่องจากน้าไม่มีลูกด้วยกัน 
จากวันนั้นชีวิตของฉันจึงวิ่งไปวิ่งมา ระหว่างบ้านน้าและบ้านพ่อแม่
 ซึ่งอยู่ห่างกันคนละจังหวัด 

ช่วงปิดเทอมฉันก็ไปรับจ้างทำงานก่อสร้างเป็นกรรมกร แบกอิฐแบกปูน ซึ่งสมัยก่อนโน้น
ไม่มีเครื่องทุ่นแรงเป็นรอก เหมือนวันนี้ ดังนั้น กรรมกรก่อสร้างจึงทำทุกอย่างตั้งแต่แบกอิฐ แบกปูน ผสมปูน ขนของทุกอย่างเข้าไปส่งเขา เพื่อแลกกับค่าแรงเพียงวันละ 20 บาท

วันนึง
ขณะที่ฉันหิ้วถังปูนออกไปนั่งร้านที่ขั้น 5 กำลังก่ออิฐโชว์ ขณะที่ฉันหิ้วถังปูน จะข้ามหลังช่างคนนึง ไปให้อีกคนนึง ช่างคนที่ฉันกำลังจะข้ามหลังไป ดันลูกขึ้นมา ช่วงที่ฉันกำลังจะส่งถังปูนให้ช่างอีกคน จนดันฉันพลัดตกร่วงลงจากที่ก่อสร้างชั้น 5 ตกลอยลิ่วลงมาข้างล่าง แต่ดวงฉันไม่ถึงคาด ฉันตกใส่หลังคาเพลิงหมาแหงน ที่พักคนงาน ฉันจึงไม่ตาย แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ฉันเจ็บตัวอยู่หลายวัน พอโรงเรียนเปิดเทอมฉันก็กลับไปเรียนหนังสือต่อ จนจบ ป.6 พอจบ ป.6ฉันก็มาทำงานรับจ้างอีก คราวนี้เป็นเด็กติดรถส่งของ เถ้าแก่ขายจนมแห้ง เร่ตามร้านค้าทั่วไป ฉันมีหน้าที่นั่งอยู่ในรถ คอยจัดของ ส่งของ ยกของให้เขา ฉันนอนพักที่บ้านเถ้าแก่
แต่ ห้องนอนฉันคือ หน้าห้องน้ำ คือ บริเวณห้องน้ำ จะมีพื้นที่ด้านหน้าห้องน้ำอยู่ กว้างซักเมตรกว่า ๆยาวประมาณ 2 เมตรเศษ เขาให้ฉันนอนตรงนั้น เสื่อซักผืนก็ไม่มีปูให้นอน

หมอนซักใบก็ไม่มี ฉันนอนหนุนแขนตนเอง พอเคลิ้มจะหลับ คนในครอบครัว เถ้าแก่ ก็เอาตีนมาเขี่ยฉัน ให้ตื่น เพราะพวกเขาจะเข้าห้องน้ำ ฉันก็ต้องลุกออกไปรอเขาทำธุรจนเสร็จค่อยกลับมานอน เป็นอยู่อย่างนี้ ตลอดระยะเวลาที่ฉันทำงานอยู่กับเขา 1 เดือน ฉันได้เงินเดือน 500 บาท ฉันกลับบ้านไปสมัครเรียนหนังสือเข้า ม.1 และช่วงปิดเทอม ฉันก็หนีเข้าเมืองมาหางานทำอีก คราวนี้ ทำงานกับ เจ๊กขายขวดเก่า หน้าที่ของฉันคือ เก็บขวดเก่าในโกดังใหญ่ ใส่ลัง และนำขวดที่สกปรก มาล้างทำความสะอาดและตากให้แห้ง และบรรจุใส่ลัง ค่าแรงฉัน 400 บาทต่อเดือน กินอยู่กับเขา ที่นอนคือ ในโกดังเก็บขวดเก่า ตรงไหนก็ได้ที่มีที่ว่าง ขอแค่อย่าให้ขวดแตกก็พอ ส่วนอาหารได้เวลาเดียวคือตอนเย็น เถ้าแก่จะให้นั่งกินร่วมโต๊ะกับเขา อาหารที่นี่ เมนูประจำคือ ผัดผักกาดกวางตุ้งใส่เครื่องในไก่ ซึ่งฟังดูดี แต่เวลากิน เขาจะมีถ้วยเปล่าใบนึงมาวางไว้ที่โต๊ะกินข้าวเสมอ เถ้าแก่บอกว่า กินได้เฉพาะผัก ส่วนเครื่องในให้ตักใส่ถ้วยเปล่าใบนั้น เก็บเอาไว้ผัดใส่ผักอีกวันพรุ่งนี้ ฉันเลยกินข้าวกับผัดผักกาดกวางตุ้งใส่วิญญาณ เครื่องในอยู่อีก หนึ่งเดือนเต็ม โรงเรียนเปิดเทอมฉันจึงกลับไปเรียนต่ออีก

พอโรงเรียนปิดเทอมฉันก็หนีมาทำงานในเมืองอย่างนี้ตลอดมา จนฉันเรียนอยู่ ม.3 เทอมสุดท้าย
พอโรงเรียนหยุด ฉันก็มาทำงานอีก เหมือนที่เคยทำมา คราวนี้ ทำงาน เป็นเด็กขับรถมอเตอร์ไซค์ พ่วงข้าง ส่งของตามร้าน ส่งพวกน้ำอัดลม โซดา เหล้า เบียร์ลิโพ กระทิงแดง ที่บริษัท ไทยสงวน คราวนี้ ฉันได้เงินเดือน พันห้าร้อยบาท แพงที่สุดในชีวิตฉันแหละเมื่อเรียนจบ ม.3 ฉันก็ตัดสินใจไม่เรียนต่อ เพื่อออกมาทำงาน ที่นี่ ซึ่งได้ค่าแรงมากสุดในชีวิตฉัน และจะได้ลดภาระพ่อแม่ลง  และที่ตรงนี้นี่เอง คือจุดเริ่มต้นของฉัน กับชีวิตรักครั้งแรกของฉัน อีกไม่นานต่อมา ฉันจึงได้พบกับเธอคนนั้น เธอคนเดียวที่อยู่ในใจฉันมาจนวันนี้ เธอคือวริญญา

ชีวิตของเธอและฉันจะดำเนินไปต่อจากนี้ ในงานเขียนของฉัน ที่บันทึกความทรงจำเอาไว้ในงานเขียน เรื่อง ไดอารีสีดำ ฉันจะนำทุกเรื่องราวของฉันและเธอ มาบอกเล่าและบันทึกไว้ที่นี่อีกครั้ง