ยินดีต้อนรับทุกท่านสำหรับคนใจช้ำที่ถูกย่ำยีมาไม่ว่าคุณจะเป็นใครเราคือเพื่อนกัน

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เงามืดในดวงใจ


คนเราทุกคนเกิดมา
ไม่มีหรอกดีที่สุด และเลวที่สุด
ทุกคนมีดีมีเลวอยู่ในตัวเองทั้งสิ้น
ขึ้นอยู่กับว่า ดีมากหรือดีน้อย ดีมากก็คือเลวน้อยหน่อย
แต่ถ้าดีน้อยก็เลวมาก เท่านั้นเอง

ทุกคนเกิดมาล้วนมีมุมมืด มุมสว่างในตัวเองทั้งนั้น
อยู่ที่ใครสามารถรับความจริงนี่ได้หรือไม่เท่านั้นเอง
ถึงเราจะรับมันไม่ได้ มันก็คือความจริงที่เคยเกิดขึ้นกับเรา
ถ้าใครรับได้ ก็จะโชคดีหน่อยตรงที่ยอมรับมันได้ และใช้ประโยชน์จากมัน
ใช้มันเป็นบทเรียน เพื่อดำเนินชีวิตในช่วงที่เหลือให้ดีที่สุด
บางคน
รักที่จะกล่าวถึงแต่มุมสว่างของตนเอง
และมองข้ามหรือละเลยที่จะพูดถึงมุมมืด
ซึ่งมันทำให้ประวัติชีวิตเราไม่สมบูรณ์

ลองตรองดู

ถ้า
ใครซักคนเริ่มต้นเขียนประวัติตนเองด้วยความโก้เก๋ หรูหรา
ชีวิตไม่เคยพบปัญหา ไม่เคยแก้ปัญหา ชีวิตถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดเส้นทาง

ถ้าอย่างนี้มันบอกอะไรเรา
มันมองได้ว่า ถ้าเป็นจริงตามนั้น ก็คือคนคนนั้นยังไม่สมบูรณ์
เพราะยังไม่เคยผ่านด่านทดลอง ไม่เคยผ่านด่านปัญหา
เป็นแค่พวกคุณหนู ที่ลืมตาขึ้นมาก็มีคนยกอาหารมาเสิร์ฟถึงเตียงนอน
กินมีคนป้อน นอนมีคนพัด จะขี้ จะยัด ก็มีคนจัดหามาให้
ชีวิตอย่างนี้ แม้เป็นจริง ก็ไม่ถือว่าเป็นชีวิตที่สมบูรณ์

หรืออีกทางนึงก็คือ คนคนนั้นโกหก โกหกเพื่อปกปิด ซ่อนเร้น
รอยดำ รอยด่างในหัวใจของตนเองเอาไว้ ไม่อยากให้คนอื่นเห็นหรือรับรู้
คนจำพวกนี้ก็จะอยู่โดยไม่มีความสุขเช่นกัน เพราะอยู่ด้วยการหลอกตัวเองว่าดีแล้ว งามแล้ว
เหมาะสมแล้ว ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ทั้งที่ในส่วนลึกของหัวใจ 
เต็มไปด้วยความผิดหวัง ว้าเหว่เอกา เดียวดาย อ้างว้าง
อยากมีใครซักคนมาลบรอยรอยแผล มากลบมุมมืดของชีวิตนั้นออกไปจากใจตนเองเสียที

ปัญหา ก็คือแบบทดสอบ
เราต้องเจอปัญหา และผ่านปัญหาไปให้ได้ ้ราจึงจะสามารถเลื่อนลำดับชั้นทางสังคมขึ้นมาได้
แม้รอยดำ หรือปมในใจ เรายังผ่านมันไปไม่ได้ ก็อย่าคาดหวังว่า ชีวิตนี้จะพบกับความสำเร็จและความสุขที่แท้จริง เพราะเรายังก้มหน้า ทนทุกข์อยู่กับเงามืดที่อยู่ในใจเรานั้นอยู่เสมอมา
เราไม่เคยที่จะนำตัวเองออกมาสู่แสงสว่างที่แท้จริงได้
เรากลัวทุกครั้งที่มีแสงสว่าง เพราะเรากลัวว่า 
แสงสว่างจะทำให้คนอื่นเห็นร่องรอยที่ด่างดำของตัวเรา

..หรือบางครั้งเรากลัวทุกครั้งที่โลกกลับเข้าสู่ความมืด
เรากลัว กลัวภาพอัน โหดร้าย กลัวภาพที่เลวร้าย
ที่เคยเกิดขึ้นกับเรา จะกลับมาหลอกหลอนเราอีกในเงามืดนั้น
บางครั้งเราไม่กล้าแม้จะปิดไฟนอน เพราะเรากลัวภาพในเงามืดนั้น
เราจึงเลือกที่จะมีชีวิตอยู่แต่ในความสว่าง

เพื่อนเอย จะมืด หรือสว่าง ก็อยู่ที่เรา
ถ้าเรากลัวมันเราก็จะผ่านมันไปไม่ได้
โลกนี้ ก็เป็นเช่นนี้ มีมึดก็มีสว่างควบคู่กันไป
ขอให้เรารู้แจ้งเสมอว่า นี่คือความจริงของโลก
คิดอะไรมากมายพรุ่งนี้ก็สว่างแล้ว





วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ไฟอารมณ์


เธอสุมไฟ  ใส่ฉัน  ตลอดมา
คงรู้ว่า  เปลวไฟ  ร้อนแค่ไหน
เมื่อเธอเจอ  เปลวเพลิง มันเผาใจ
มันลุกไหม้  ร้อนรุ่ม สุมอุรา
มันก็เป็น  เปลวเพลิง ที่เธอจุด
ใครจะหยุด  เปลวไฟ ได้ดั่งว่า
ก็ตัวเธอ  นั้นแหละ  แม่กานดา
เธอจุดมา  แล้วเธอ ต้องดับไฟ
ดับมันเสีย  เปลวไฟ  แห่งอารมณ์
อย่าไปถุย  ไปถ่ม ใส่ใครได้
ดับมันเสีย  รีบดับ  ออกจากใจ
ให้มันมอด มันไหม้  แค่ใจเธอ
อย่าให้มัน  ลุกลาม  เกินห้ามได้
อย่าให้มัน  เผาไหม้ ยามพลั้งเผลอ
อย่าให้มัน  เป็นใหญ่  ครองใจเธอ
แค่ตัวเธอ  ดับใจ  ไฟไม่มี
หยุดตัดสิน  ตัวคน  ด้วยสายตา
หยุดชี้หน้า  ด่ากราด และสาดสี
หยุดอากัป กริยา โสเภณี
หยุดตรงนี้ หยุดได้ สบายใจ
ใช้หัวใจ  ไร้ค่า  ที่เธอมี 
มองให้ดี ว่าใคร  อยู่ที่ไหน
จงแยกแยะ  ถูกผิด  ด้วยหัวใจ
จงใช้ใจ  อภัย  อย่าดื้อดึง
ความถูกผิด  นั้นเธอ เป็นคนคิด
 เธอผลิต คิดมัน จนขมึง
เธอโกรธเกรี๊ยว  จนใจ เธอเบี๊ยวตึง
ไม่คำนึง คุณค่า ของหัวใจ
จากกันแล้ว  ชาตินี้ แลชาติหน้า
อย่าได้พบ  สบตา  กันที่ไหน
แม้เจอะเจอ  ตัวฉัน จะเลี่ยงไป
ฉันจะหลบ เปลวไฟ ที่ใจเธอ
เธอน่ากลัว  ยิ่งกว่า ภูติผีสาง
คอยหลอกหลอน รายทาง  อยู่เสมอ
ฉันตื่นแล้ว  ฉันพ้นแล้ว พ้นจากเธอ
ขอให้เธอ พบเจอ  ทางดับไฟ

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ความฝันสูงสุดยอด


ผู้หญิงหลายคนเมื่อมองเห็นผู้ชาย
ก็หันไปมองที่ต้นไม้ใหญ่
มองสำรวจไปตั้งแต่โคนต้น จนถึงปลายยอด

หลายคนก็พร่ำออกมาว่า
ผู้ชายก็เหมือนต้นไม้สูง ที่บางครั้งก็ให้ร่มเงายามที่เราร้อนมา
บางครั้งก็ให้ความแข็งแรง ยามที่เราอ่อนแอ ก็ได้เอนหลังพักพิงได้
แต่บางครั้ง
ต้นไม้ต้นนี้ ก็มียอดที่สูงเกินไป หวิวไหว ลู่ลม โอนเอนไหว
ยามได้โอบกอด ก็อยากปีนป่าย ให้ไปถึงจุดสุดยอดของต้นไม้นั้น
เพื่อที่จะพิสูจน์ว่า บรรยากาศที่โคนต้น กับจุดสุดยอดของต้นต่างกันอย่างไร

หลายครั้งที่ต้นไม้ใหญ่ ที่เราอยู่ใกล้
ก็ไม่เคยให้บบรรยากาศที่สูงสุดยอดซักที
ผู้ชายก็เป็นเช่นนี้  เหมือนต้นไม้สูง
ที่โคนต้นแข็งแรง แต่ตรงยอดกับอ่อนไหวง่าย
ไม่สามารถพาเราออกไปสู่จุดนั้นได้เพื่อเบิกตามองโลกว่า ตรงยอดมันดีอย่างไร

ว่าแล้วผู้หญิงก็คลำลูบต้นไม้ และผล็อยหลับไป 
เพื่อจะฝันว่าตนเองได้ปีนขึ้นสูงสุดสู่จุดสุดยอดของต้นไม้นั้นแล้ว

...............................................................

เธอก็เหมือน  ยอดไม้  ที่ปลายโน้ม
ลู่ตามลม โงนเงน และเอนไหว
ฉันเฝ้าฝัน  อยากปีนป่าย สู่ยอดใบ
กลับเหี่ยวใจ  กิ่งใบ  เธออ่อนเกิน
ไม่สามารถ  รองรับ  กับตัวฉัน
ฉันขยับ  เธอก็สั่น  สะท้านเขิน
ฉันเลื้อยไป เข้าใกล้  หวังเพลิดเพลิน
น้ำหนักเกิน โอเวอร์โหลด  อดเช่นเคย

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เพียงเท่านี้ที่ฉันจะทำเพื่อเธอ


การที่เราจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือจดจำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเอาไว้
สิ่งแรกที่เราจะพึงมีคือ ความหวัง กำลังใจ และความรู้สึกที่ดี ต่อสิ่งสิ่งนั้นด้วย

..ตลอดเวลา
ฉันเคยคิดว่า ฉันมีสิ่งนั้น ฉันจึงมุ่งมั่น ทุ่มเทให้กับมัน
แต่..น้ำคำที่ก้าวร้าว ที่เธอโพร่งออกมา พร้อมด้วยนิ้วมือที่ชี้มาทางฉัน
มันทำให้ฉันรู้สึกว่า  ..เอ๊ะ ฉันทำอะไร ทำทำไม ทำเพื่ออะไร

เราจะจดจำคนที่เหยียบย่ำไม่ให้เกียรติเราทำไม
เราจะจารึกสิ่งที่น่ารังเกียจอีกทำไม

ที่ผ่านมาหัวใจของฉัน จดจำแต่คนที่ดี คนที่มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน
เข้าใจ และเห็นความสำคัญซึ่งกันและกัน
ตลอดเวลา ฉันไม่เคย จดจำ หรือเก็บสิ่งที่น่ารังเกียจไว้ในใจให้เป็นขยะหัวใจเลย
แล้วทำไม ตอนนี้ ฉันจึงจะทำอย่างนั้น 
ทำเพื่ออะไร ทำเพื่อคนที่ไม่เคยรู้ค่าหัวใจอย่างนั้นหรือ
ทำเพื่อคนที่ไม่เคยเห็นความสำคัญของใครอย่างนั้นหรือ

..เมื่อฉันคิดมาถึงตรงนี้ ฉันจึง ตาสว่างอีกครั้งนึง
บัดนี้ฉันจึงมั่นใจว่า สิ่งที่ฉันทำมา มันไร้ค่าสูญเปล่า
การตัดสินใจต่อนี้ไปของฉัน มันคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดสำหรับเธอ
ฉันจะลบร่องรอยทุกอย่างที่ฉันทำให้เธอ และลบทุกความเจ็บปวดที่เธอทำกับฉัน
ที่ตรงนี้ จะไม่มีร่องรอยของความรู้สึกนั้นอีกต่อไป
ฉันทำเพื่อเธอมามากพอแล้ว

ต่อนี้ไป ฉันจะทำในสิ่งที่ถูกต้องเสียที
นับแต่นาทีนี้ อะไรที่เกี่ยวกับเธอ จะหลุดลอย 
ค่อยๆเลือนหายไปจากความทรงจำของฉัน 
และที่ตรงพื้นที่ส่วนตัวของฉันตรงนี้ด้วย 
เธอจะไม่เห็นร่องรอยนั้นอีกต่อไป

..ได้เวลาที่ฉันจะเก็บกวาดขยะหัวใจ
ที่น่ารังเกียจ ออกไปจากหัวใจของฉันเสียที
ที่ผ่านมาฉันผิดเอง ผิดที่มองคนในแง่ดี
ผิดที่ปรารถนาดี หวังดี
ไม่เคยคิดเลยว่า คนที่เราดีด้วยมาตลอด
จะกล้าหันปลายดาบ หันปากกระบอกปืน
มายังอกเรา และจ้วงแทง กระหน่ำยิง
โดยไม่มีเหตุผล ทั้งที่ฉันคนนี้ โอบอุ้ม ห่วงใย ดูแลความรู้สึกเธอมาตลอด

ขอสาบานว่าชาตินี้ ฉันจะไม่แม้เอ่ยปากพูดคุยกับเธอ
ขอสาบานว่าชาตินี้ จะไม่มีวันย้อนกลับไปตรงนั้นอีกแล้ว
สิ่งที่ฉันทำเพื่อเธอ ฉันขอยกโทษให้ทุกอย่าง
อโหสิกรรมให้ทุกอย่าง เพื่อที่เราจะได้ไม่ก่อภพก่อชาติ
ต่อกันในภพชาติต่อไปอีก
ฉันขอพบเจอเธอเพียงชาตินี้ชาติเดียว
และให้มันสิ้นสุดลง ณ บัดนี้




วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

วันที่ฉันรอ


เธอรู้ไหมหลายเดือนที่ผ่านมา
ฉันเจ็บปวดรวดร้าวอย่างแสนสา ทนทุกข์ ทรมาน
อยู่อย่างมีมณฑิล มีความผิด เพราะเธอชี้หน้า กล่าวร้าย ป้ายสีฉัน
ทั้งที่ฉันคนนี้ นี่เอง ที่คอยห่วงใยดูแลเธอมาตลอด คอยถามไถ่ คอยจับตาดูอยู่ตลอดมา
ว่าอยู่ดี มีสุขอย่างไ ใครคิดดี ใครคิดร้าย ก็นำมาบอกมากล่าวเสมอมา เพื่อให้เธอรับรู้
แต่มันกลับเป็นว่า เธอจงใจชี้นิ้วมาที่หน้าฉัน เธอป้ายมณฑิลให้ฉัน
ทั้งๆที่ฉัน ยังเฝ้าคอยห่วงใยปรารถนาดีต่อเธอเสมอมา
ฉันกลืนกล้ำ หวานอมขมกลืน อดทน ทนแบกรับสิ่งที่ฉันไม่ได้กระทำไว้เพียงคนเดียว
เพื่อรอให้ความจริงมันปรากฎขึ้นมาเอง เพื่อที่ตัวฉัน จะได้พ้นวิบากกรรมนี้ไป

ฉันอดทนรอ ฉันหวังเสมอว่า ความดีที่ฉันทำจะปกป้องคุ้มครองฉัน 
และสะสางความจริงให้กับฉัน
ในที่สุดวันที่ฉันรอก็มาถึง
วันที่ฉันหยุดความห่วงใย หยุดความสัมพันธ์ หยุดกางปีกปกป้องเธอ
ทันทีที่ฉันหยุดกางปีกป้องเธอ ศัตรูของเธอ ก็กระโดดขย้ำหน้าเธอทันที
เหมือนเสือที่กำลังหิวโซมาแสนนาน

มันกระโดดกัดเธอ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก และไม่มีทีท่าจะลดละ หรือจะอ่อนแรงลงไป
ฉันเห็น ฉันรับรู้มาตลอด ก็เพราะคนพวกนี้เกลียดเธอจากวิบากกรรมที่เธอสร้างไว้
เขาจึงจะเอาคืนเธอ เขาพูด เขาขู่มาตลอด ผ่านตัวฉัน เมื่อฉันนำมาบอกมาเตือน เธอกลับชี้หน้าฉันว่า ฉันนั่นแหละเป็นตัวการ

บัดนี้เธอคงรู้แจ้งแล้วสิว่า คนที่เกลียดเธอ และพร้อมจะเอาคืนมีมากแค่ไหน
และเรื่องราวจะบานปลายไปถึงไหน
เธอคงรู้แล้วสิว่า ฉันพูดความจริงกับเธอ ด้วยความห่วงใยมาตลอด
เธอคงรู้แล้วสิว่า เธอชี้หน้าด่าคนผิดคน
เธอคงรู้แล้วสิว่า เธอด่าคนที่ปกป้องเธอให้เสียน้ำใจอย่างรับไม่ได้มาตลอด

ฉันจะไม่ไปข้องเกี่ยวกับเธออีกต่อไป แต่ฉันจะปล่อยให้เธอได้รับวิบากกรรมนี้
ที่เธอสร้างขึ้นด้วยตัวเอง

ในวันนี้ฉันสะอาดแล้ว
ความจริงเปิดเผยแล้ว
ฉันไม่เคยกล่าวหาหรือคิดร้ายกับเธอ
ตามที่เธอใส่ไฟ ฉันรอดแล้ว ในที่สุด ธรรมะก็ชนะ อธรรม
ฉันหวังเพียงว่า คงจะไม่มีใครวิ่งมาเรียกฉันว่า
 เธอถูกเขาเล่นงานจนแน่นิ่งคาบ้านแล้วเท่านั้นเอง
ฉันหวังว่าอย่าให้ถึงขั้นนั้น

เมื่อฉันผ่านตราบาปที่เธอสร้างให้ฉันไปได้
ฉันก็จะยืนดูเธอ รับผลกรรม จากการกระทำของเธอต่อไป

และขอเตือนในฐานะที่เคยสนิทมักคุ้นกันมาเป็นครั้งสุดท้ายว่า
คราวนี้เขาเอาจริงและไม่ใช่คนเดียว แต่เขารวมกลุ่มกัน เอาคืนเธอ

เขาบอกผ่านฉันมาแล้วว่า
กูอยู่ไม่สุขมึงก็อยู่ไม่สุข
ฉีนถึงบอกว่า ถ้ายังดื้อดึงต่อไปก็คง เกินเยียวยา และเกินแก้ไข
หวังว่าเธอคงรู้ว่าฉันพูดถึงเรื่องอะไร
ในขณะที่ฉันนั่งเขียนอยู่นี้
วิบากกรมที่เธอสร้างไว้มันก็ยังร้องเป็นบ้าเป็นบอ
พร้อมเสียงตะโกนแช่งด่าตลอดเวลา


จงเป็นสุขเป็นสุขเถิดอย่ามีเวรแก่กันและกันอีกเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด รักษาตนให้พ้นจากพิษภัยที่เธอสร้างไว้เถิด สาธุ..



วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

นี่คือฉันเอง


การที่เราโดนคนที่ไม่รู้จักเราดีพอ มาดูถูกเหยียดหยามเราเราจะทำอย่างไร

สำหรับคนอื่นฉันไม่รู้ แต่สำหรับฉันคือ แผ่เมตตาให้
เพราะการที่คนไม่รู้จักเราดีพอมาตัดสินเรา
ตัวเขาเองต่างหากที่จะละอายพฤติกรรมและการกระทำของตนเอง
ถ้าเราคือเพชรแท้
ไม่ว่าเราจะตกอยู่ในโคลนตม เราก็ยังคงเป็นเพชร
อยู่ที่ไหนก็ยังทรงคุณค่าแห่งอัญมณีล้ำค่านั้น
หาได้เสื่อมถอย ด้อยค่าตามแรงปาก แรงน้ำลายเน่าเหม็นของคนที่กล่าวร้ายเราไม่
และเมื่อเราเปล่งประกายเฉิดฉายออกมา คนที่มีปัญญาก็จะรู้ว่า
เพชรมีค่า หรือคนที่ดูถูกเพชรกันแน่ที่มีค่า
ดังนั้นเราจงอย่าไปอีนังขังข่อกับคนจำพวกนั้นเลย

..................................................................................

ขอขอบคุณ คืนวัน  ที่ผ่านมา
มันมีค่า กับฉัน นั้นมากหลาย
ได้รู้จัก ใจคน ตั้งมากมาย
ไม่เสียดาย ทุกสิ่ง  ที่เสียไป
ฉันยังเด่น เป็นสง่า มีราศี
ยังปกป้อง สิ่งดี  ที่มีได้
แม้จะถูก เหยียบย้ำ  ให้ช้ำใจ
ก็ขอบคุณ ที่ให้ เห็นตัวตน
ต่อนี้ไป ต่างคน ต่างเส้นทาง
ใครเดียวดาย  อ้างว้าง ก็อย่าสน
ใครจะถูก ตีด่า ไม่กังวล
ขอตัดห่วง ตัดกังวล  ออกจากใจ
ขอเป็นฉัน คนนี้ ที่แน่วแน่
ไม่ผันแปร แม้คน จะผลักไส
ไม่เคยขอ ใครกิน ตลอดไป
จะไม่ให้ ผู้ใด มาวุ่นวาย
เธอเป็นเธอ  ฉันเป็นฉัน ไม่ข้องเกี่ยว
ขอมีใจ  เด็ดเดี่ยว  สู่เป้าหมาย
ฉันไม่สน เธอจะอยู่ หรือจะตาย
จากนี้ไป หมดสิ้น ความผูกพัน







วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559

ความรักไม่ใช่ตู้เกมส์




ความรัก มันมิใช่ตู้เกมส์ ที่เล่นแพ้แล้วจะสามารถหยอดเหรียญเล่นใหม่ได้อยู่เสมอ
ความรักมันมีทั้ง ความรู้สึก ความคาดหวัง ความฝัน จินตนาการ อนาคต 
และอีกหลายๆอย่างแฝงอยู่ในคำว่าความรัก

เมื่อมันเกิดขึ้น มันก็ยากที่จะอธิบายออกมาเป็น เรื่องราว เป็นภาษาพูด หรือบอกเหตุผล
เช่นเดียวกัน เมื่อมันหายไป มันก็ยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดเช่นเดียวกัน

บอกได้แค่เพียงว่า มันได้ตายไปแล้วเท่านั้นเอง
โอกาสของคนเรา ในชีวิตๆหนึ่ง มันมีไม่มากมายนัก
 ที่เราจะได้มีโอกาส เลือก หรือไม่เลือก ที่จะรักใคร
เมื่อเรามีโอกาสแล้ว และเราก็ปล่อยมันผ่านเลยไป 
เราไม่พยายามที่จะผูกมิตรเอาไว้ อย่างน้อยก็ยังมองหน้ากันได้ เราก็ไม่ทำ เราก็ปล่อยมันไป

หลายครั้งในชีวิตของคนเรา จะรู้ตัวว่าพลาดก็ต่อเมื่อได้สูญเสียมันไปแล้วเท่านั้น
หลายครั้ง จะรู้ตัวว่าใช่ ก็ได้สูญเสียสิ่งนั้นไปแล้วโดยที่ไม่มีกลับคืนมาได้อีกแล้ว

บางครั้งมันจึงเหมือนสายลม ที่พัดแผ่วเบาอยู่ข้างกายเรา
เราก็มักไม่เห็นความสำคัญของมัน
ต่อเมื่อใดที่เรารู้สึกร้อน เราจึงจะรู้ว่าสายลมนั้นชั่งมีประโยชน์เสียจริงๆ
ความรักก็เช่นนี้
เมื่อเรามีมัน อยู่กับมัน เราก็มัก มองไม่เห็นค่า
ต่อเมื่อใดที่เราสูญเสียไป เราก็จะมานั่งคิดถึงความหลัง อาลัยอาวรณ์โหยหา
ในเวลาที่เราไม่มีมันอีกแล้ว

ก็เพราะความรัก มันไม่ใช่ตู้เกมส์ ที่สามารถหยอดเหรียญเล่นใหม่ได้
เมื่อเรามีแล้ว เจอแล้ว เราต้องถนอม เก็บรักษามันไว้ให้ดี
เพราะเมื่อใดที่เราทอดทิ้งมัน
มันก้จะทำให้เรา มีน้ำไหลออกมาจากตาของเราได้ ทุกวัน ทุกเวลา ทุกวัย 
ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ กับใครทั้งสิ้น