ยินดีต้อนรับทุกท่านสำหรับคนใจช้ำที่ถูกย่ำยีมาไม่ว่าคุณจะเป็นใครเราคือเพื่อนกัน

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

กศน.ทางเลือกสำหรับผู้ที่ขาดโอกาส



กศน.หรือการศึกษานอกระบบขั้นพื้นฐาน
เป็นทางเลือกหลัก หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นฟางเส้นสุดท้าย หรือโอกาสสุดท้ายทางการศึกษา
สำหรับประชาชนทั่วไปที่ขาดโอกาสทางการศึกษา และสำหรับเรียนนักศึกษา ที่ถูกผลักดันโดยครู หรือโดยโรงเรียนในระบบ ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ

  • กศน.จึงเปรียบเสมือน ฟางเส้นสุดท้ายของชีวิตจริงสำหรับคนไทย เพราะถ้าเราจบ มัยมต้นจากโรงเรียน ในระบบมา แต่ถูกผลักดันให้ออกจากโรงเรียน ในชั้น มัธยมปลาย ชีวิตการศึกษาเราก็จะขาดช่วงทันที


นั่นหมายถึงว่าเราไม่มีโอกาสที่จะก้าวไปสู่ในระดับที่สูงขึ้นหรือระดับอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยได้เลย เพราะความรู้เราขาดตอน ขาดช่วง มัยมศึกษาตอนปลายหรือ ม.6

  • ดังนั้น กศน.จึงเป็นประตูสำคัญที่จะทำให้เราได้มีโอกาส ต่อยอดทางการศึกษา ได้ต่อยอดทางชีวิตหน้าที่การงาน ให้สูงขึ้นได้ เปรียบเสมือนเป็นการ อัพเลเวลทางสังคมของตนเองให้สูงขึ้นนั่นเอง


การศึกษา ทำให้คนเรา เท่าเทียมกัน หรืออาจทำให้คนเราต่างกันก็ได้ในขณะเดียวกัน กล่าวคือ ถ้ามีเราการศึกษาเท่ากัน หรือใกล้เคียงกัน ก็จะทำให้สถานะทางสังคมของเราแต่ละคนไม่ห่าง หรือแตกต่างกันมากนัก

  • เมื่อเรามีการศึกษาไม่เท่ากัน ก็จะทำให้เรามีความเหลื่อมล้ำกันทางสังคมตามไปด้วย เช่น

ถ้าเราจบการศึกษาในระดับที่แตกต่างกัน ก็จะทำให้เรา ทำงานที่แตกต่างกันตามไปด้วย เมื่องานมีลักษณะต่างกัน ก็จะทำให้รายได้ของคนเราแตกต่างกัน เมื่อรายได้แตกต่างกัน ก็จะส่งผลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ หรือกินดีอยู่ดีแตกต่างกัน หรือความมั่นคงในชีวิตแตกต่างกันตามไปด้วย
  • ด้วยเหตุนี้การศึกษาจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต และจำเป็นในทางสังคม การที่ประชาชาติมีการศึกษาสูงขึ้นก็จะหมายถึง พลเมืองในชาตินั้น ถูกยกระดับขึ้นให้เป็นสังคมของชนชั้นกลาง

หมายถึงสังคมของชนชั้นที่มีการศึกษา และมีรายได้ในระดับที่ดูแลตนเองและครอบครัวได้โดยไม่เดือดร้อน


นักศึกษา กศน.กำลังรอเข้าห้องสอบตามสนามสอบต่างๆของ ศูนย์ กศน.

 การที่ กศน.เปิดโอกาสทางการศึกษาทางเลือกขึ้นมา จึงเป็นคุณูปการอย่างมากมายต่อสังคม
ความสำเร็จของ กศน.อาจวัดได้จาก


  1. ตัวเลขผู้ที่มาสมัครเรียนในแต่ละปี
  2. ลดตัวเลขของที่อ่านหนังสือไม่ออก และตัวเลขของผู้ที่ขาดโอกาสทางการศึกษาให้กับสังคม
  3. เพิ่มโอกาส เพิ่มทางเลือก ให้ประชาชนได้มีโอกาสต่อยอดทางศึกษา
  4. สร้างแรงงานให้มีคุณภาพในระดีบที่สูงขึ้น ป้อนคืนสู่ตลาดแรงงาน
  5. เป็นก้าวแรกที่จะผลักดันให้ประชาชนเดินไปสู่ความสำเร็จทางการศึกษา และต่อยอดทางการศึกษา และความมั่นคงด้านอาชีพให้กับประชาชน
  6. ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในแต่ละปี
  7. ยกระดับและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมลง

การศึกษานอกระบบปัจจุบันได้แบ่งวิธีการเรียนออกเป็น 2 แนวทางหลักดังนี้

  1. การศึกษาทางไกล เป็นการเรียนรู้โดยผู้ที่สมัครเข้าเรียน ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียน โดยที่ กศน.จะอำนวยความสะดวก ด้านสื่อการศึกษาในรูปแบบต่างๆให้ รวมถึง ติดต่อประสานงานกับนักศึกษาอย่างใกล้ชิด เช่นการแจ้งข่าวต่างๆ ปฏิทินการศึกษา แจ้งข่าวความเคลื่อนไหวในแต่ละภาคเรียน รวมไปถึงแจ้งข่าวการ ลงทะเบียนเรียน แจ้งผลคะแนน และอื่น โดยที่ผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น สถาบันทางไกลศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนศูนย์ท้องฟ้าจำลอง
  2. การศึกษาแบบพบกลุ่ม โดยที่นักศึกษาต้องเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มต่างๆตามที่ทาง กศน.ได้จัดขึ้นและกำหนดให้นักศึกษาต้องเข้าร่วม โดยที่ กศน.ยังคงอำนวยความสะดวกให้แก่นักศึกษาเช่นเดิม

  • ดังนั้นนักศึกษาที่ต้องการจะเข้าเรียน จึงมีโอกาส มีทางเลือกตามความถนัด เวลา ที่ตนเองสามารถบริหารจัดการได้ นักศึกษาสามารถเลือกเรียน ระบบใดระบบหนึ่งให้ตรงกับความสะดวกของตนเองได้

เมื่อนักศึกษาได้ผ่านกระบวนการการเรียนรู้ตามหลักสูตรต่างๆของกศน.แล้ว นักศึกษาจะได้วุฒิการศึกษา ตามช่วงชั้นที่ตนเองสมัครเรียนและสอบผ่าน รวมถึง ผ่านชั่วโมงกิจกรรม เข้าร่วมสัมมนาตามกระบวนการ หลักสูตรที่ กศน.จัดขึ้น

วุฒิบัติจาก กศน. มีศักดิ์และสิทธิ ทางการศึกษาสมบูรณ์ เหมือนเช่น กับผู้ที่จบการศึกษาในระบบทุกประการ




การที่ตัวเลขผู้สมัครเรียน กับ กศน.ในแต่ละปีเพิ่มมากขึ้น มองได้ 2 แนวทาง

  1. ความสำเร็จในการจัดการศึกษาของ กศน. ตรงเป้าหมาย ตรงกับความต้องการ หรือสนองตอบความต้องการของประชาชน
  2.  เป็นความล้มเหลว ของการจัดการศึกษาในระบบ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตัวเลขผู้สมัครเรียนมากมายในแต่ละปีของ กศน. ส่วนหนึ่งมาจาก เด็กที่ถูกผลักให้ออกจากโรงเรียน ภาคปกติ หรือในระบบ หมายถึง เด็กพวกนี้ ถูกปฏิเสธจากโรงเรียนภาคปกติ ในระบบ หรือ โรงเรียนในระบบ ไม่สามารถพาเด็กเหล่านี้ไปสู่ฝั่งฝันได้

จึงผลักเด็กออกมาเผชิญชะตากรรมตามลำพังในสังคม โดยที่โรงเรียนไม่สนใจผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและอนาคตของเด็ก ว่าจะมีชะตาชีวิตอย่างไร ทั้งที่ โรงเรียนปกติ หรือครู สามารถจะยื้อให้เด็กอยู่ต่อ ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ จนจบชั้นนั้นๆได้ หรือจัดสรรห้องพิเศษ สำหรับเด็กที่มีพลังให้เรียนเฉพาะกลุ่มได้ แต่โรงเรียนปกติก็ไม่ได้กระทำสิ่งนั้น

  • นทางตรงกันข้าม เด็กที่ถูกผลักออกจากโรงเรียนปกติในระบบ กลับมีผลการเรียนดี มีกิจกรรมเด่นใน กระบวนการศึกษาทางเลือกตามแบบ กศน.


ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า ความสำเร็จของ กศน.จึงเปรียบเสมือน ความล้มของภาครัฐในการจัดการศึกษาในระบบไปด้วย เป็นเช่นเดียวกัน


กลุ่มสาระการเรียนรู้ของ กศน.5 กลุ่ม

  1.  สาระทักษะการเรียนรู้
  2. สาระความรู้พื้นฐาน
  3. สาระการประกอบอาชีพ
  4. สาระทักษะการดำเนินชีวิต
  5. สาระการพัฒนาสังคม
โครงสร้างหลักสูตร ของ กศน.

  • ระดับมัธยมต้น  (ม.3 )
  • ต้องสอบผ่านตามหลักสูตร จำนวน 56 หน่วยกิต
  • แยกเป็นวิชาบังคับ 40 หน่วยกิต
  • วิชาเลือก               16 หน่วยกิต


  • ระดับมัยมศึกษาตอนปลาย ( ม.6 )
  • ต้องสอบผ่านตามหลักสูตรครบ 76 หน่วยกิต
  • กลุ่มวิชาบังคับรวม 44 หน่วยกิต
  • กลุ่มวิชาเลือกจำนวน 32 หน่วยกิต

  • นอกจากนี้นักศึกษาของ กศน.ทุกระดับต้องร่วมกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต ( กพช.) รวม 200 ชั่วโมง
หรือทำกิจกรรม กพช.ด้วยตนเองไม่น้อยกว่า 80 ชั่วโมง

เมื่อนักศึกษาสอบได้หน่วยกิตครบ ชั่วโมงกิจกรรมครบ นักศึกษาที่จะจบต้องร่วมสัมมนา และสอบ N -NET ด้วย จึงจะถือว่า นักศึกษาได้จบการเรียนของหลักสูตร กศน.อย่างสมบูรณ์





อนึง จุดบกพร่องของ กศน.ที่สมควรจะได้รับการแก้ไขคือ


  • การจัดปฏิทินการศึกษาที่ไม่ชัดเจน เช่นรายวิชาที่จะเรียนในแต่ละภาคการศึกษา และตารางสอบล่วงหน้า ในรายวิชานั้นๆ ซึ่งทาง กศน น่าจะมีการกำหนดล่วงหน้าให้นักศึกษา สามารถบริหารเวลาจัดการตัวเองก่อนลงทะเบียนได้



  • ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาการสอบซ้ำซ้อน ในรายวิชา ซึ่งจะมีปัญหากับนักศึกษา 

จริงอยู่แม้ทาง กศน.จะเปิดโอกาสให้นักศึกษา ยื่นคำร้องขอสอบเป็นกรณีพิเศษ ในวันเดียวกันได้ แต่ในความเป็นจริง กรรมการคุมสอบ ไม่สามารถขยายเวลาสอบ เป็นกรณีพิเศษ ออกไปให้นักศึกษาได้ หากแต่ใช้เวลาสอบเดียวกันกับเวลาที่สอบจริง

ทำให้นักศึกษามีปัญหาในการทำข้อสอบไม่แล้วเสร็จ ส่งผลต่อการสอบ และการขอจบการศึกษาได้ ซึ่ง ทางกศน.ต้องจัดการแก้ไขปัญหานี้ ให้หมดไปอย่างเร่งด่วน

 กังวาล ทองเนตร รัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง



วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559

ฝากถึงเธอคนนั้น


ก่อนที่เส้นทางชีวิตเราจะหันหลังให้กันตลอดกาล
ฉันก็อยากจะพูดจาคลายปมทั้งหมดที่มีอยู่ในใจออกมา
จะได้จากกันโดยไม่มีอะไรค้างคาใจกันอีกต่อไป

อยากบอกลา
อยากบอกว่าไม่เป็นไร
อยากบอกว่าอโหสิกรรมให้แล้ว
อยากบอกว่าให้เธอโชคดี
อยากบอกว่าให้เธอมีใครซักคนที่รักเธอจริง
เพื่อใช้ชีวิตเป็นครอบครัวปกติสุข
มีพ่อแม่ลูกกับเขาเสียที
อยากเห็นเธอหลุดพ้นวิบากกรรมนี้ได้แล้ว
อยากให้เธอเป็นไทย
อยากให้เธอพ้นจากพันธนาการของเขาเสีย
อยากเห็นเธอมีความสุข
อยากเห็นเธออยู่ใสายตาตลอดเวลา
อยากให้เธอรับรู้ความในใจ
อยากให้เธอคิดถึงภาพความหลังครั้งสายสัมพันธ์ยังดี
อยากให้เธอคิดถึงเมล์นั้นที่เราเคยใช้พบปะพูดคุยบอกเล่าเรื่องราวปรับทุกข์กัน
อยากให้เธอจดจำแต่สิ่งที่ดี

ต่อนี้ไปไม่วันใดก็วันนึงเราคงต้องจากกันไปตามเส้นทางของใครของมัน
ก็เพราะเส้นทางใจเราไม่อาจเชื่อมต่อกันได้แล้ว

เคยคิดว่าลมหายใจสุดท้ายของฉันจะจบลงในอ้อมกอดเธอ
เคยคิดว่าสักวันนึงจะมีพยานรักระหว่างฉันและเธอ
เคยคิดว่าเธอเป็นไม่มีพิษภัย เป็นคนอ่อนหวาน
ไม่ก้าวร้าว ไม่โมโหร้าย
เคยคิดว่าวันนึงเราจะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
หรืออย่างน้อยก็เปิดรับหัวใจกันและกันคอยดูแลพยุงกันห่วงใยกันตลอดไปจนวาระสุดท้าย

เมื่อรอยแยกมันเริ่มห่าง
เมื่อความต่างมันยิ่งไกล
เมื่อชะตาชีวิตบอกฉันว่าถึงคราจะต้องไป
ฉันก็ต้องขอฝากความอาลัยไว้ตรงนี้ให้เธอรับรู้

ตลอดเวลาอยู่ใกล้ก็เหมือนไกล
มันต่างจากก่อนนั้น อยู่ไกลก็เหมือนใกล้ 
ก้าวขาออกจากบ้านไปเวลาใด เราก็พบเจอกัน

อยากจะคุยกับเธอสักครั้ง แต่ในเมื่อ
ฉันแย่ขนาดนั้น ก็ไม่เป็นไร
ขอจากกันไปตรงนี้ด้วยดี
ขอให้เธอมีความสุข จากใจจริงของฉัน

ต่อนี้ไป ไม่มีกลอนเลี่ยน
ไม่มีเรื่องน่ารำคาญ เรื่องน่าเบื่อหน่าย อีกต่อไป

อยากบอกเธอให้รู้ว่า เรื่องน่ารำคาญในวันนั้น
กลอนเลี่ยนในวันนั้น
มันจะเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันได้ว่า
ฉันจริงใจกับเธอ ฉันเคยรักเธอ

วันนึงเมื่อใจฉันพร้อม 
วันนึงเมื่อคำด่าแรงจางหายไปจากความทรงจำ
ฉันอาจเปิดเมล์นั้นเข้าไปดูและอ่านทบทวนเรื่องราวเก่าๆนั้นอีกครั้งนึง
สวัสดี

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

จ๊างมันเต๊อะ


จ๊างมันเต๊อะ

จ๊างมันเต๊อะ อีนางน้อง
ตัวปี้ก้อง เริ่มทำใจ๋
ฮักมาก ปานจะใด
ก็คลำใจ กินน๊ามต๋า
ฮักมาก ก็เจ้บมาก
มันลำบาก ที่ผ่านมา
หันใจ ไว้ดีกว่า
ที่ผ่านมา มันเจ้บเกิน
อีน้อง คงเลอเลิศ
แสนประเสริฐ เลยหมางเมิน
ขอไป ตามทางเดิน
ขอเผชิญ โชคชะตา
ตัวปี้ มันทุกข์นัก
คงลำบาก ในสายตา
เจ้าจึง อู้ออกมา
ตัวปี้นั้น น่าฮำคาญ
พอแล้ว ปี้เจ้บแล้ว
บ่ได้แนว บ่ได้หว่าน
ตรงนี้ แห้ง กันดาร
ขอไปหว่าน ตรงที่ใหม่








วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ฉันเหงา



รักแรกและรักเดียวที่เกิดขึ้นในชีวิตฉัน
คือรักที่บริสุทธิ์และยังคงอยู่ติดในหัวใจในความทรงจำฉันตลอดมา
แม้ต่อมา ฉันเองจะมีความพยายามหารักใหม่มาทดแทน แต่ก็ไม่มีสักครั้ง
ที่จะสามารถมาทดแทนความรักจากอดีตของฉันและเธอไปได้ ฉันพยายามแล้ว
พยายามอีกหลายต่อหลายครั้ง จนบางครั้ง ฉันมั่นใจว่าน่าจะใช่ น่าจะมีใครซักคน
มาพาเราเดินออกจากอดีตนี้ไปได้เสียที แต่ไม่มีเลยซักครั้งที่จะมีใครมาทำอย่างนั้นได้
ต้นรักที่ฉันและเธอร่วมปลูกกันมา
มันไม่เคยตายไปจากใจสองเราเลย
ตรงกันข้ามยิ่งเวลาฉันเหงาว้าเหว่
เวลาที่ฉันต้องการใครซักคน
มาคอยปรับทุกข์ ระบาย
ความคับข้องใจ 
ฉันกลับไม่มีใครอยู่ข้างกายเลย
จะมองซ้ายหรือมองขวา
มีผู้คนมากหน้าหลายตา
ที่อยู่แวดล้อมเรา
แต่กลับไม่มีใครซักคนที่จะทำหน้าที่นั้นได้เลย
ยามฉันทุกข์ ฉันก็ทนฝืนกล้ำกลืนอยู่เพียงลำพัง
ยามฉันสิ้นหวัง ก็ไร้ซึ่งกำลังใจ และเสียงปลอบโยน
ยามน้ำตาของฉันไหล ก็ไร้ซึ่งคนจะห่วงหาอาลัย
ยามฉันสมหวัง ฉันเดินถึงเส้นชัย ฉันอยากมีใครซักคน
มาอยู่ข้างๆ มาร่วมแสดงความยินดี ร่วมแสดงความดีใจกับฉัน
แต่ก็ไม่มี หลายครั้งที่ฉันอยากบอกใครซักคนให้รู้ว่า ที่รัก ฉันได้เดินมาถึงเส้นชัยแล้วนะ
เธอพร้อมมั๊ยที่จะเดินไปและอยู่เคียงข้างกับฉัน แต่ก็ไม่มีเลย
บ่อยครั้งฉันถามตนเองว่า แล้วเราจะทำไปเพื่ออะไร เพื่อใคร
ในเมื่อไม่มีใครร่วมยินดีกับความสำเร็จ
ไม่มีใครคอยจับมือร่วมทาง
หลายครั้งฉันจึงตัดสินใจทอดทิ้งความฝันของฉันไป โดยไม่ใยดี
ทุกครั้งที่ฉันอยู่ในอารมณ์นั้น ฉันไม่มีใคร
ฉันจึงหวนรำลึกคิดถึงแต่เธอคนเดียว
คนที่ชิดใกล้ ปลอบขวัญ ให้แรงใจ
คนเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันมีค่า
คนเดียวที่ทำให้ฉันรู้ว่า ความรักเป็นอย่างไร
คนเดียวที่ทำให้ฉันสัมผัสความห่วงใย
ความห่วงหา จากความรักของเธอได้

รักเดียวที่ฉันมีความสุข
รักเดียวที่ทำให้ฉันบอกตัวเองว่าต้องอยู่ต่อ
รักเดียวที่บริสุทธิ์กับฉัน
รักเดียวที่ไม่เคยฉาบผลประโยชน์แอบแฝง
รักเดียวที่ไม่เคยฉาบทาด้วยยาพิษ
รักเดียวที่ฉันรับรู้ได้มาจนวันนี้
ว่าเป็นรักที่แท้จริง
ก็คือ ความรักจากเธอ วริญญา
ยามนี้ชีวิตพี่ แม้จะเดินไปข้างหน้า
แต่หัวใจพี่ว้าเหว่ยิ่งนัก
พี่สามารถเดินไปหยิบความสำเร็จ เกียรติยศ ชื่อเสียงมาได้ตลอดเวลา
แต่เมื่อพี่หยิบมาแล้ว ข้างกายพี่กลับไม่มีเธอ
แล้วพี่จะถือมันไว้ทำไม
หลายครั้งพี่จึงปล่อยมันทิ้งไป
หันมาใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆเพื่อรอความตาย
เพื่อที่จะได้หมดเวรหมดกรรมเสียที

พี่คิดถึงเธอนัก ริญ
ชีวิตพี่เดียวดายนัก
ตั้งแต่เธอจากไป
จะหาใครที่จริงใจเหมือนเธอ ไม่มีอีกแล้ว
ชีวิตที่เหลือพี่จะอยู่เพื่อเธอ วริญญา

จนกว่าเราจะได้พบกันในชาติต่อไป
รอพี่นะคนดี พี่ขอกำลังแรงใจจากเธอ
เพื่อที่จะทำให้พี่ได้มีแรงหายใจต่อในช่วงชีวิตที่เหลือนี้





วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ระยะห่างทางสังคม



ชีวิตคนเรา ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ถ้าไม่มีคนอื่นช่วยเหลือ

อริสโตเติลบอกว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม
ไม่สามารถดำรงชีวิตเพียงลำพังได้

ตั้งแต่ลืมตาอ้าปากออกมาดูโลก
มนุษย์ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย
ถ้าไม่มีพ่อแม่คอยฟูมฟักเลี้ยงดู
และมนุษย์ยังใช้เวลามากมายกว่าจะโต และรับผิดชอบตัวเองได้
บางคนอายุล่วงเข้าถึง 30 ปี ก็ยังพึ่งพาพ่อแม่
แม้แต่มีลูกมีเมีย มีผัว ก็ยังต้องพึ่งพาพ่อแม่
คอยประคับประคองครอบครัวให้ ลูกลูกเลี้ยงหลานให้

เมื่อเราเติบโตเข้าสู่สังคม เราก็ยังต้องการคนอื่น
ต้องการความรัก ความอบอุ่นจากคนอื่น
ต้องการการดูแลรักษาเหมือนพ่อแม่ที่ดูแลเรามา
ต้องการความรู้วิทยาการในการทำมาหากิน
ต้องการคนให้โอกาสกับเรา
ทั้งหมดทั้งสิ้นบ่งบอกว่า เราอยู่ได้เพราะคนอื่น

ธรรมชาติของมนุษย์เป็นแบบนี้
เมื่อเราไม่สมหวังในสิ่งที่เราปรารถนา ก็ย่อมผิดหวัง ย่อมเจ็บปวดเป็นธรรมดา
มนุษย์ต้องมีให้มีรับ คู่กัน เป็นผู้ให้อย่างเดียว ก็อยู่ยาก อยู่ลำบาก
เพราะในเวลาที่ตนเองต้องการรับบ้างก็ไม่มี

หรือเป็นผู้แบมือรับอย่างเดียว ก็ไม่ดี
เพราะถ้าเราคอยแต่จะรับ อีกหน่อยข้างกายเราจะหายไปทีละคนสองคน
สุดท้ายก็เหลือแต่เราคนเดียว ที่ไม่มีใครคบ

เราสามารถพิจารณาตนเองได้ว่า เรามีมิตรแท้หรือไม่
เรามีคนพร้อมจะตายแทนเรา ปกป้องเราหรือไม่
เพื่อนเก่าๆเราที่เคยคบกัน ยังคบหากันอยู่พร้อมหน้าหรือไม่
หรือว่าจากหายไปหมดแล้ว
เหลือแต่เพื่อนใหม่ที่ยังไม่รู้จักเราดีพอเท่านั้น


นี่คือข้อพิจารณาว่าเราเป็นคนอย่างไร

คนเราส่วนใหญ่มักชี้มือไปที่คนอื่นเสมอมักมองไม่เห็นจุดบกพร่องตนเอง
ทันทีที่เราชี้นิ้วไปทางคนอื่น นิ้วมือที่ชี้ไปหาคนอื่นมีเพียงนิ้วเดียวคือนิ้วชี้
ส่วนนิ้วที่เหลือมันชี้เข้าหาตัวเราทั้งสิ้น

หลายคนบ่นว่าเราคบใครไม่นาน
ไม่มีเพื่อนที่พอฝากผีฝากไข้ได้
มันก็อยู่พฤติกรรมของเรา
ว่าเรากำหนดช่วงทางสังคมไว้ถูกต้องหรือไม่
บางทีเราล้ำเส้นเกินไปก้าวเข้าไปถึงพื้นที่ส่วนตัวเขา เขาก็ไม่ชอบเรา


ทุกคนจะมีพื้นที่ส่วนตัว ว่าตรงไหนได้ ตรงไหนไม่ได้
เมื่อเราไม่ระวังตรงนี้ มันก็จบ

เพื่อนก็มีหลายระดับ
เช่นเพื่อนที่โตมาด้วยกัน อาจสนิทกันบ้างไม่สนิทกันบ้าง
เพื่อนกลุ่มนี้มักอยู่ที่บ้านเกิด สุดท้ายก็แยกย้ายจากกันตามวิถีทาง

เพื่อนในโรงเรียน เพื่อนกลุ่มนี้ก็คบกันแบบหลวมๆ
ต่างคนต่างหาประโยชน์จากกันและกันเมื่อจบแล้วก็จากเช่นกัน
เพื่อนในที่ทำงาน
เพื่อนกลุ่มนี้ก็เช่นเดียวกัน
ต่างคนต่างโตแล้วมาเจอกัน เพื่อนกลุ่มนี้สัมพันธ์ก็ไม่ยั่งยืนด้วย
เพื่อนบ้าน
เพื่อนกลุ่มนี้มีลักษณะถาวร
ถ้าเรารู้จักคบรู้จักวางตัวให้ดี เราจะได้เพื่อนที่เราวิ่งหาได้ยามเดือดร้อนจำเป็นฉุกเฉิน

แต่ให้เราสำนึกเสมอว่า เพื่อนไม่ว่ากลุ่มไหน
ก็ไม่มีใครที่จะเป็นผู้รับหรือผู้ให้อย่างเดียว
ถ้าเพื่อนคนไหนรู้สึกอย่างนั้น
ความอึดอัดจะเกิดขึ้นและกระทบความสัมพันธ์ในที่สุด


ดังนั้นระยะห่างทางสังคมจึงเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด
ในการรักษาเพื่อนทุกระดับให้อยู่กับเราไว้

ทางวาทศาสตร์เพื่อการสื่อสารจัดระยะทางสังคมไว้ดังนี้
ระยะส่วนตัว
ระยะใกล้ชิด
ระยะสาธารณะ

ซึ่งแต่ละระยะก็จะมีระยะย่อยๆซ่อนอยู่ในนั้นอีก
เราต้องระวังจุดนี้ ทั้งภาษากาย ภาษาพูด ภาษาใจ
ต้องไม่ล้ำเส้นของแต่ละระยะ เช่น


เรามีเพื่อนชื่อดำ
เราก็พูดคุยหยอกล้อ ไม่ระวังคำพูด หลุดพ่อหลุดแม่ออกมา
หรือสนิทกันถึงขั้นล่วงเกินของใช้ส่วนตัว เช่นโทรศัพท์
กระเป๋าสตางค์ ของใช้ส่วนตัวอื่น
จนดำสูญเสียความเป็นตัวเอง ในที่สุด ดำก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันตนเองขึ้นมา
 เพราะรู้สึกว่า ไอ้คนนี้ยิ่งคบยิ่งลามไม่มีที่เกรงใจ
สุดท้ายก็ระเบิดออกมา

ภาษาพูดคนเรามันใช้พูดกับคนทุกคนโดยคำๆเดียวกันไม่ได้
มันต้องดูสถานทางสังคมของคนนั้นด้วย หรือเรากับเขามีความต่างกัน เช่น
เราอาจชอบพูดทะลึ่งตึงตัง แต่คนที่เราจะพูดด้วยเขาไม่ชอบอย่างนี้
หรือการศึกษาเราน้อยกว่าเขา เขาก็มองได้ว่าเราไม่ให้เกียรติเขาเป็นต้น
ดังนั้นคำพูดภาษากายต้องใช้ให้ถูกคน

และพึงระวังตนไว้เสมอ
อย่าถึงขั้นเล่นหัวเล่นหาง
เพราะเมื่อใดความสัมพันธ์เดินถึงขั้นนั้น ขั้นต่อไปก็แตกอย่างเดียว
จะไม่มีใครชอบอย่างนั้นแม้แต่ตัวเราเอง

การวางตัวเป็นเรื่องสำคัญ
ไม่ใช่คบใครก็ทำเหมือนกันทุกคนเข้านอกออกในไปทั่ว
อย่างนี้ก็พังเช่นกัน
มันต้องรู้ว่าตรงนั้นพื้นที่ส่วนตัว
ตรงนั้นเป็นดินแดนแห่งสิทธิ ที่เราไม่ควรก้าวล่วง
ให้เกียรติกัน ดูแลกัน เหมือนยังคบกันใหม่
แต่ผ่านมา 10 ปีก็ยังคงมีความรู้สึกปฏิบัติอย่างนั้นอยู่นั้นแหละคุณวางตัวถูกต้อง
และอย่าเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว และอย่าให้ใครรู้สึกว่าเขาให้อย่างเดียวเช่นกัน
เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของ การจบความสัมพันธ์นั่นเอง





วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วันอำลา




คนเราส่วนใหญ่ เวลามีคนพูดความจริงเรามักจะไม่เชื่อ 
เพราะการพูดความจริง บางครั้งมันไม่ถูกกับใจเรา มันไม่ถูกกับจิตของเรา
เราจึงไม่เชื่อ ไม่ชอบที่จะรับฟังความจริง

แต่เมื่อมีคนมาพูดโกหกตอแหล เรากลับชอบ กลับหลงใหลได้ปลื้ม
กับคำพูดโกหกตอแหลนั้น และเชื่อในขี้ปากของคนคนนั้นว่า เป็นจริง
สุดท้ายคำพูดโกหกตอแหล ก็ชักนำเราไปสู่จุดเปลี่ยนของชีวิต

ถ้าเราลองย้อนเวลา ย้อนอดีตดู เราจะพบว่า
ความผิดพลาดของเรา ก็เริ่มมาจาก หลงใหลได้ปลื้มกับคำพูด โกหกตอแหลนี่เอง
คำพูดจริง มันเหมือนยาขม ที่มีรสชาติ ไม่น่ากิน แต่มันมักมีประโยชน์ รักษาโรคได้
มิตรคนใด ที่กล้าตำหนิเราต่อหน้า คนคนนั้นคือมิตรแท้ คือกัลยาณมิตร

เราลองคิดดู เขาไม่จำเป็นต้องมาพูดให้เรา ต้องไปเกลียดชังเขาก็ได้
เขาเลี่ยงที่จะไม่พูดเสียก็ได้ เพื่อไม่ให้กระทบกระทั่งกับเรา
แต่ทำไมเขาพูด  นั่นก็เพราะว่า เขาเห็นเราเป็นมิตร เขาอยากเตือน อยากบอก
ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา มันทำให้เราได้รู้ตัว รู้สติ

เช่นถ้าเราปากเหม็น
คนอื่นคงไม่มีใครกล้าพูดว่า ปากเองเหม็นมาก
คงมีแต่เพื่อนแท้ที่กล้าพูดเพื่อให้เรารู้ตัว
หรือถ้าเรากินอาหาร แล้วมีเศษพริก เศษผักติดฟัน
คนอื่นก็คงนั่งขำเรา มิตรแท้เท่านั้นที่กล้าบอกเรา
แต่หลายครั้ง คำพูดที่จริงใจจากมิตรแท้
มักจะถูกแปรเป็นความหมายที่ผิดเสมอ
หลายคนผลักไสมิตรแท้ เพียงเพราะพูดไม่ถูกใจตนเอง
จะรู้ตัวว่าเสียมิตรที่ดี ก็ตอนที่สูญเสียมันไปแล้วเท่านั้น

หลายคนมองข้ามเหยียดหยาม
จนเมื่อเวลาผ่านไปเราถึงได้รู้ว่า
เราทำลายมิตรแท้ด้วยมือเราเอง

ตัวฉันเองก็เป็นเช่นนี้
ฉันมักตักเตือนคนอื่นอยู่เสมอเมื่อเห็นว่าทำไม่ถูก
และฉันพยายามช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอเพราะฉันเห็นว่าเขาเป็นมิตร
ฉันเฝ้าคอย เฝ้าระวัง ภัยน้อยใหญ่ให้คนรอบข้างฉันอยู่เสมอ
ฉันเฝ้าคอยเป็นห่วงคนที่ฉันรู้จักอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ฉันได้รับคือ
ฉันเป็นแค่หมาในสายตาของพวกเขา
ที่ฉันกัดฉันเห่าให้ก็เพราะฉันเสือกเองมาตลอด

แต่เนื่องจากฉันเป็นคนจริง
ฉันไม่เคยโกหกตอแหลเพื่อเอาใจใคร
สิ่งที่ฉันทำล้วนมาจากใจบริสุทธิ์ของฉัน

ภาพชายที่ใส่เสื้อขาดๆ ใส่กางเกงขาสั้น
เที่ยวเดินท่อมๆอยู่รอบบ้าน อยู่ศาลา เฝ้าเพียรปลูกพืชผักให้คนได้เก็บกิน
ท่ามกลางเสียงดูแคลนว่าปลูกได้มันก็ไม่ขึ้น แต่ฉันก็ทำให้เห็นแล้ว
ว่าฉันทำได้ และสีเขียวรอบบ้านมันมาจากมือฉัน และคนที่ดูถูกฉันก็ได้เก็บกินใช้สอยมัน

ภาพชายที่มอซอคนนั้นกำลังจะหายไปจากบ้านหลังนี้
ศาลาที่เขาเคยนั่งคอยใครซักคน จะไม่มีภาพเขาอีกต่อไป
จะไม่มีเสียงเรียกลุงก้อง พี่ก้องมาทำโน่น ทำนี่ให้หน่อยอีกต่อไป
ตลอดระยะเวลา ที่ฉันเป็นคนมอซอ ฉันจึงได้เห็นน้ำใจคน
ที่เดินข้ามหัวฉันไปมาทุกวัน

ชายมอซอคนนั้น บังเอิญมีการศึกษา
เส้นทางชีวิตอาจหยุดบ้างล้มบ้าง
แต่ไม่สมควรมีใครมาเดินข้าม
บัดนี้คงได้เวลาที่เขาจะจากบ้านหลังนี้ไป
โดยไม่เหลือรอยรักรอยอาลัยจากใครอยู่เลย
ถึงแม้เขาจะได้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างในบ้านหลังนี้แล้วก็ตาม

ลาก่อนทุกคน ลาก่อนเด็กๆ
ลาก่อนศาลา ลาก่อนคนใจดำทั้งหลาย
ถึงเวลาที่ชีวิตฉันจะเดินไปในวงโคจรของฉันเองบ้างแล้ว
ตามแบบของฉันเอง

ลาก่อน


วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วันที่ฉันถึงเส้นชัย



คนเราทุกคนเกิดมาล้วนต้องมีเป้าหมายชีวิต
แต่การที่เราจะเดินไปสู่เป้าหมายชีวิตนั้นได้มันต้องมีการเตรียมความพร้อมอยู่พอสมควร
เช่น เตรียมพร้อมรับมือ กับความ ผิดหวัง เสียใจ อุปสรรค สิ่งที่เราไม่คาดคิด
ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ เราต้องเตรียมตัว
เตรียมใจ พร้อมรับมือกับมัน ทันทีที่มันเกิดขึ้นกับเรา
เราต้องพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันทันที
และเมื่อใดที่เราเตรียมตัวทุกอย่างพร้อม
ขั้นต่อมา เราต้องวางแผนการเดินทาง 
หรือแผนชีวิตให้ดี
ทุกครั้งที่เราเดินทาง
มันหมายถึง หนึ่งคือเราอาจเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
สองคือเราอาจประสบความสำเร็จตรงตามเป้าหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการวางแผนของเรา
ทุกครั้งที่เราก้าวเดิน นั่นย่อมหมายความว่า เรากำลังก้าวขาออกจากจุดเดิมที่เราเคยยืนอยู่
ดังนั้นตราบใด ที่เรายังคงก้าวเดิน  ก็ไม่มีทางที่เราจะจมปรักอยู่กับที่แน่นอน

แต่การเดินทางที่ขาดการวางแผนที่ดี ขาดเป้าหมาย ขาดแบบแผนที่ถูกต้อง
มันก็ทำให้เราเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เช่นเดียวกัน
นอกจากไม่ถึงเป้าหมายแล้ว ยังทำให้ไปหลงทางอยู่ที่อื่นเท่านั้นเอง
แม้จะออกจากจุดเดิม ก็ไม่ได้ต่างอะไร
ทั้งนี้ก็เพราะ เราไร้เป้าหมายไร้การวางผน
เราต้องรู้ว่า เวลานี้ เราอยู่ที่ใด และวันข้างหน้าเราจะอยู่ที่ใด
เราเดินไปตามเส้นทางตามที่เราวางแผนไว้หรือไม่
หรือว่า เดินออกนอกเส้นทางที่จะไปสู่เป้าหมาย
เมื่อเราตั้งตัวอยู่ในความไม่ประมาทแล้วมุ่งหน้าเดินต่อไป ตามแผน ตามเส้นทางที่เราวางไว้
ในที่สุดเราก็จะถึงเส้นชัยอย่างแน่นอน


นี่คือเกร็ดเล็กๆจากประสบการณ์ตรงของฉัน
ชีวิตฉัน เริ่มจากติดลบ แต่ฉันไม่เคยยอมแพ้ในชะตาชีวิต
ฉันจึงมุ่งมั่น เดินหน้าตามเป้าหมายเสมอมา
ตลอดเวลา มีคนดูหมิ่นเหยียดหยาม
มีคนปรามาท ดูถูกเรา
หลายครั้งที่เรายื่นไมตรี มีคนยื่นไมตีนคืนกลับมา
แต่เรายังคงมุ่งมั่นอยู่ในแนวทางเราตลอดมา
แม้จะเป็นการเดินไปอย่างช้าๆ
แต่ก็เป็นการก้าวหน้าอย่างมั่นคง

ฉันเกิดมา ชีวิตติดลบ
แต่ฉันไม่ยอมสยบกับโชคชะตา
ฉันเดินหน้า ทำงาน ร่ำเรียน จนถึงที่สุด และเข้าสอบ
ทุกสนามแข่งขัน ฉันสอบติดเป็นว่าเล่น
แต่ฉันก็ไม่สนใจ เพื่อจะบอกชะตาว่า นี่ชีวิตข้า ข้ากำหนด ไม่ใช่ชะตากำหนด
แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ฉันมั่นใจว่า ฉันสมควรรับรางวัล จากการที่ฉันบากบั่นมา
ฉันก็พร้อมที่จะเดินขึ้นไปรับรางวัลนั้น รางวัลที่ฉันสร้างมาด้วยตัวฉันเอง
ฉันจะรับมันให้ภาคภูมิใจ และบอกใครต่อใครว่า ข้านี่แหละคือคนที่พวกเองดูถูกเหยียดหยาม
แต่วันนี้ ได้มายืนในจุดที่พวกแกมองเห็นฉันได้แล้ว
และจงยอมรับมันเช่นกันว่านี่คือความจริง

ฉันเดินมุ่งมั่น ไปข้างหน้า แม้จะช้า แต่มั่นคง