ยินดีต้อนรับทุกท่านสำหรับคนใจช้ำที่ถูกย่ำยีมาไม่ว่าคุณจะเป็นใครเราคือเพื่อนกัน

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เพราะฉันเจ็บน้ำตาฉันจึงไหล


คนดี
ทุกวันนี้ น้ำตาของฉัน มันก็ยังไหลนองหน้า
เพราะฉันเจ็บ ปวดร้าวเหลือคณา
เจ้าน้ำตาของฉันจึงไหลริน
กว่าจะข้ามคืน กว่าจะข้ามวัน
มันชั่งทรมานเสียนี่กระไร

ตั้งแต่เธอจากฉันไป
หัวใจของฉันก็รำพันหา
คอย เฝ้าคอยเธอทุกเวลา
แต่เธอเธอชั่งเย็นชากับฉัน เสียเหลือเกิน
รักของฉันที่มีให้กับเธอ
ก็ยังคงเปี่ยมล้นหัวใจเช่นเคย
แต่ในเวลานี้ ฉันไม่กล้าแม้เอ่ยคำ
ฉันไม่กล้าแม้สบตามองเธอยามผ่านไปมา
เพราะหัวใจของฉันมันฟ้องว่า
เธอคนนี้ เคยเหยียบย่ำหัวใจรักที่ฉันเคยมีให้
เธอคนนี้เคยตัดสวาท ขาดเยื่อใย สิ้นไมตรีไปแล้ว

สิ่งที่มีในใจ สำหรับฉันวันนี้ก็คือ
ภาพรักอันงดงามในอดีต 
ที่ฉันได้พิมพ์ภาพนั้นลงไปในความทรงจำ
ฉันจะจดจำภาพที่งดงาม วันเวลาที่ดีเหล่านั้นไว้

ระหว่างฉันกับเธอ คงไม่มีวันหวนคืนย้อนมาเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
มันเป็นอดีตไปแล้ว แม้จะเป็นอดีตที่เพิ่งจะผ่านไป
แต่หัวใจของฉันก็เจ็บเกินจะทำใจ
ที่จะเดินย้อนกลับไป ให้เธอซ้ำรอยแผลใจลงไปอีก

ฉันเจ็บมามากแล้วสำหรับชีวิตนี้
ฉันไม่สามารถแบกรับความรู้สึกเจ็บปวดนั้นได้อีกแล้ว
ชีวิตฉัน อยู่เหมือนตายทั้งเป็นมานับยี่สิบปีแล้ว
ฉันเคยคิดว่า เธอจะเข้ามาลบรอยเจ็บ รอยแค้นนั้น
ให้เลือนลางไปจากหัวใจฉัน

แต่เธอกลับมาเหยียบย่ำ ซ้ำเติม กรีดรอยแผลเก่าในใจ
ให้มีรอยแผลใหม่ทับลงไปอีก

แม้จะยังรักเธอ
แต่ก็คงไม่กล้าที่จะสบตาเธออีกต่อไป
เพราะแผลในใจฉัน มันเจ็บแปลบทุกครั้งที่ฉันเห็นหน้าเธอ
มันเตือนใจฉัน ว่า อย่าไปใกล้เธอ คนใจดำ คนไร้หัวใจ
ขืนเข้าไปอีก คงเป็นหลุมฝังศพของใจเราเป็นแน่

เธอรู้ไหมว่า ฉันเจ็บ
เธอรู้ไหมว่า ฉันร้องไห้ คร่ำครวญ
ยามค่ำคืน จะทนฟังเสียงสะอื้นของหัวใจอยู่ทุกคืนวัน
ฉันกล้ำกลืนฝืนทน จนฉันแทบกระอักตายอยู่แล้ว

ฉันคงทำตัวฉันเองเหมือนเธอว่า
ใช่ ฉันมันไม่ดีเอง
เธอเหมือนนางฟ้านางสวรรค์
ส่วนฉันมันต่ำต้อย ด้อยค่า
ลูกชาวนา แสนยากจน
คงไม่เหมาะสมจะเคียงข้างเธอ
ฉันคงเป็นอย่างนั้น
ฉันจึงไม่มีที่ยืนในหัวใจเธอ

ฉันพ่ายแพ้ ฉันสู้ไม่ได้ แม้คนที่จิตใจไม่ปกติ
อะไรจะเจ็บปวดกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว
มันน่าละอาย ฉันละอายใจ ที่ฉันแย่ขนาดนั้น

จงสุขเถิดที่รัก
ที่ฉันจะบอกเธอในวันนี้คือ ฉันเจ็บ
ฉันร้องไห้ น้ำตาของฉันไหล ก็เพราะฉันเจ็บ
ฉันเจ็บเหลือเกิน 
ฉันเจ็บครั้งนี้ เวลาทั้งชีวิตคงรักษาไม่หาย
คงปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับฉัน
กับความทรงจำที่ขมขื่น
ที่คนที่เรารัก หวังดี ปรารถนาดี
เฝ้าทุ่มเทสารพัดที่คนคนนึงจะทำได้ ทำให้เธอ
แต่สิ่งที่เธอตอบแทนฉันคนที่รักเธอด้วยใจจริงคือ รอยแผลในใจ
มันคงตายไปพร้อมกับฉัน และฉันจะจดจำสิ่งที่เธอทำกับฉันครั้งนี้จนวันตาย




วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เดียวดาย


คนเรา
ยามที่เรายังแข็งแรงดี เราก็มักใช้ชีวิตอย่างประมาท
กิน เที่ยว ไร้สาระไปวันๆ
แต่เมื่อใดที่เราล้มหมอนนอนป่วยขึ้นมา
เงินทองจะซื้อหยูกซื้อยา ก็แทบจะไม่มี
ยามที่เรามีอยู่มีกิน ก็ไม่ค่อยจุนเจือสังคมรอบข้าง
ยามที่เราอ้างว้างจะหาใครมาดูแลเรา

ตอนที่เรามีคนรุมรักรุมชอบ
มีคนดีๆเดินผ่านเข้ามาในเส้นทางชีวิต
เราเองกลับทำตัวเหมือนกับว่า ตัวเองสวยเป็นเทพธิดา
หรือหล่อสง่างามเป็นเทพพระบุตรมาจุติ
ปฏิเสธ น้ำใจ ตัดเยื่อสื้นใยไมตรีชนิดไม่เผาผี ไม่ยืนทับเงากัน
สุดท้าย ยามที่เราย่างสู่วัยร่วงโรย
ข้างกายเรากลับมองไม่เห็นใครอยู่เลย
ความเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ทำให้คนเราหลายคนว้าเหว่ยามแก่ชรา
ป่วยไข้ไม่มีใครมอง ตายไม่มีใครไปดูดำดูแดง จากไปก็ไม่มีใครถามไถ่หา

หลายคนมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายทั้งเป็น
ในขณะที่รอบกายเรา มีคนมากมาย
แต่กลับ หาใครซักคนที่รู้ใจ เข้าใจ มาอยู่ข้างกายไม่ได้
ชีวิตมันเดียวดาย เงียบเหงา เหว่ว้า อ้างว้าง 
เหมือนเรือที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางมหาสมุทร
แล้วแต่ลม แต่คลื่นจะซัดพาไป ชีวิตไร้จุดหมาย ไร้เป้าหมาย
อยู่ไปวันๆ อยู่เพื่อรอวันตาย

หลายครั้งมีเรื่องในใจ อยากพูด อยากเล่า อยากระบายออกมากับใครซักคน
ก็ทำไม่ได้ ยามเหงาอยากพุดคุยอยากซบอก อยากนอนหนุนตัก 
ก็ทำได้เพียงแค่คิด และนั่งน้ำตาซึม
อยากคิดถึงใครซักคน และอยากมีใครซักคนเป็นห่วง
อยากมีครอบครัว อยากมีลูกน้อย ทีนั่งดูพวกเขาเติบโตอย่างมีความสุข
ก็ทำไม่ได้ เวลานั่งดูทีวี อยากพูดโน่น พูดนี่ อยากวิจารณ์หนังบ้าง วิจารณ์รายการบ้าง
อยากวิจารณ์ละครบ้าง แต่พอหันไปรอบกายก็ไม่มีใคร
ละสายตาออกจากโทรทัศน์ ก็มีแต่กำแพงบ้าน
ออกไปข้างนอกบ้าน เจอที่สวย เจอบรรยากาศดีๆ
อยากเก็บมาบอกมาเล่า ก็ไร้คนจะมาฟัง
เจอเสื้อผ้าสวยๆ อยากซื้อให้ใครซักคน
เจออาหารดีๆ อร่อยๆ อยากซื้อมาฝาก อยากให้ใครซักคนได้กินด้วย
ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ชีวิตในแต่ละวัน กลายเป็นสิ่งไร้ค่า
ไร้เป้าหมาย ไร้แนวทาง ไร้คนร่วมทาง
ไม่มีอนาคต ไม่มีความฝัน
ไม่มีสิ่งใหม่ๆ ไม่มีสิ่งตื่นเต้น
มันเงียบเหงา
มันจืดชืด
มันมืดดำ
มันไร้ค่า
เช้าไปทำงาน เย็นกลับบ้านๆๆ
ชีวิตมันถูกใช้ซ้ำๆซากๆ วันแล้ววันเล่า ไม่มีความหมายอะไร
ไม่มีใครรอ ไม่มีใครห่วงใย ไม่มีใครคิดถึง
กลับบ้านก็นั่งอมลิ้น อมขี้ฟัน
วันๆแทบจะไม่ได้ปริปากพูดคุยกับใคร
นี่คือชีวิตที่บัดซบ เส็งเคร็ง ไร้ค่า จอมปลอมที่สุด
ชีวิตแบบนี้อยู่ก็เหมือนตาย
แม้จะมีร่างกาย มีลมหายใจ แต่ก็ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ไร้สีสัน
อยู่หรือตายไม่ต่างกัน

ดังนั้นใครก็ตาม เมื่อมีโอกาส
เมื่อมีคนดีเดินเข้ามาหา จงไขว่คว้าเอาไว้
อย่าปล่อยให้ผ่านเลยไป หรือผลักไสให้ไปเสียเอง
เพราะวันนึง วันที่คุณไม่มีใคร วันที่คุณเดินผ่านใคร แต่เขากลับทำเหมือนว่าไม่เห็นคุณ
ไม่มีแม้เสียงร้องทัก ซักถาม สารทุกข์สุกดิบ เหมือนเราไม่มีตัวตนในโลกนี้แล้ว
วันนั้นจะเสียใจ ก็สายเกินไป เพราะโอกาสดีดี ไม่มีเข้ามาทุกวัน
จงหยิบคว้ามันเอาไว้ ก่อนที่ข้างกายคุณจะไม่เหลือใครอีกเลย




วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เจ็บนี้พี่จะจำจนตาย





เพื่อนเอย
หลายคนอยากทำตัวเป็น นักบุญ 
เป็นพ่อพระ เป็นแม่พระ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม
เวลาคบใคร รักใคร ก็ทุ่มเท เทิดทูน จนไม่เหลือพื้นที่หัวใจ
ไว้ให้ใครอีกเลย แต่หลายคนกลับได้แต่น้ำตากลับคืนมา

การที่เราจริงใจ
การที่เราทุมเท การที่เรารักจริง
มันไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันว่าเราจะได้แต่สิ่งดีกลับคืนมา
แต่บางครั้ง การที่เราแสดงความจริงใจออกไป
ก็กลับกลายเป็นว่า เราถูกซัดกลับมา อย่างสิ้นท่า หมดเชิง

รักจริง รักแท้
มันไม่มีคุณค่าใดๆ กับคนที่ไม่รู้จักมัน ไม่รู้ค่าของมัน
มันกลายเป็นสิ่งน่าขยะแขยง น่าเกลียด น่ากลัว
สำหรับคนไม่จริงใจ สำหรับคนปลิ้นปล้อน เขากลัวรักจริง
มันน่าอนาถใจที่เรา ตาย เราเจ็บ เพราะรักแท้

เพื่อนเอย
จงอย่ามีรัก กับคนที่ไม่รู้จักรัก
จงอย่ามีหัวใจ กับคนที่ไม่มีหัวใจ
จงอย่ารักแท้ กับคนที่ไม่ต้องการรักแท้
จงอย่ามอบใจให้คนเหล่านี้

จงปลิ้นปล้อน กับคนปลิ้นปล้อน
จงโหดร้าย กับคนที่โหดร้าย
จงใช้เงินกับคนที่บูชาเงิน
อย่ารักแท้กับคนเหล่านี้
เพราะคนเหล่านี้ จะไม่รู้ค้ารักบริสุทธิ์นั่นเลย

มันคงเหมือนกับ ไก่เจอเพชร
แม้เพชรจะมีค่ามหาศาล
แต่ไก่พวกนั้นก็ไม่เห็นคุณค่ามัน
คงได้แค่ จิก ๆ แล้วก็ปล่อยทิ้ง

น้ำใจของเรา ความรู้สึกของเรา
นอกจากเขาไม่สนแล้ว
เขายังเหยียบทิ้งเสียอีก
แม้บางครั้ง เราโหมทุ่มทั้งกายใจ
จนมองซ้าย มองขวาล้วนมาจากเรา
แต่เชื่อไหมว่า มันไม่มีแม้คำขอบคุณ
ไม่มีแม้น้ำเย็นสักแก้ว ใส่มือให้เพื่อตอบแทนน้ำใจ

เราจะทนคบคนไร้ซึ่งหัวใจเหล่านี้ไปเพื่ออะไร
เพราะ จะวันนี้ วันหน้า คนไม่มีหัวใจ ก็ยังเป็นคนไม่มีหัวใจอยู่ดี

จนวันนึงข้างกายเขาไม่เหลือใครแล้ว เขาเหล่านั้นจึงจะรู้ว่า
ได้สูญเสียอะไรไป และถึงจะได้รับรู้รสชาติความเจ็บปวด และการสูญเสีย
ปล่อยให้เวลาจัดการคนเหล่านี้เถิด สหายทั้งหลาย
จงแผ่เมตตาให้กับคนไร้ใจพวกนั้นเสีย ให้พวกเขา ตาสว่่าง
เห็นทาง เห็นธรรม เห็นสิ่งถูกต้องเสียที
จงเจ็บ ครั้งเดียวแล้วเดินหนีจากไป ดีกว่าทนกล้ำกลืน
ฝืนเจ็บอย่างนี้ต่อไป
อย่าเสียใจ กับคนไม่มีใจ
อย่าเสียน้ำตา กับคนไม่มีน้ำตาอีกต่อไป


นิยายรักขาดตอน -ชมพู ฟรุ๊ตตี้



วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

รักเอย



คนบางคนเดินผ่านเข้ามาในชีวิตของเราแล้วก็เดินผ่านไป
คนบางคนเดินเข้ามาในชีวิตของเรา
และก็มาทำให้เรารัก
แล้วก็เดินจากเราไป
คนบางคน
เดินเข้ามา
ทำให้เราเจ็บปวดชอกช้ำระกำใจ
ฝากแผลไว้ในใจเรา แม้เราจะใช้เวลาทั้งชีวิตก็รักษาไม่หาย
เหลือรอยแผลในใจนั้นไว้ให้เรา กลืนกล้ำ อยู่ก็เหมือนตาย
เจ็บปวด รันทดใจ ทั้งชีวิต

ความรัก
บางครั้งก็เหมือนปุยฝ้าย
ที่มีสีขาวนวล บริสุทธิ์ บางเบา
นุ่มนวลมือใครได้สัมผัส
แต่ก็พร้อม ที่จะเปรอะเปื้อนอยู่เสมอ

บางครั้ง
ความรักก็เหมือนปุยเมฆ
ที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้า มีหลากหลายรูปทรง
แล้วแต่คนเราจะจินตนาการ
หลายคนอยากได้ อยากสัมผัสมัน
แต่ก็ให้รู้สึกว่า มันชั่งไกลสุดเอื้อมเสียเหลือเกิน

ครั้นพอเราถอดใจ จะหันหลังเดินหนีมันไป
ก็ให้รู้สึกว่า ปุยเมฆนั้น มันชั่งลอยเข้ามาใกล้มือเราเหลือเกิน
แต่พอเราเอื้อมมือ จะไขว่คว้ามันมา ในมือของเรา ก็มีแต่ความว่างเปล่า

บางครั้งความรัก
ก็เหมือนสายใยเส้นบางๆ
ที่อ่อนไหว พลิกพริ้วไปตามอารมณ์ ไปตามสายลม
สายใยแห่งรักนี้ บางครั้งก็พร้อมที่จะเกี่ยวพัน
กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อยู่ตลอดเวลา
แต่เมื่อเราออกแรงที่จะมัดที่จะดึงมันเอาไว้
มันก็พร้อมที่จะขาดวิ่นลงทุกเวลา

บางครั้ง
ความรักก็เหมือนกับสายลม
ที่พัดมาและก็พัดผ่านไป
ไม่มีตัวตน เราไม่สามารถ หยิบจับมันไว้ได้
แต่เราก็รู้สึกว่า มันมีอยู่จริง
เมื่อสายลม โลมไล้ หัวใจเราก็อ่อนพริ้วไหว
เอนไปตามสายลมรักนั้น
แต่เมื่อเราต้องการ เห็นตัวตนที่แท้จริงของสายลมรัก
เราก็ไม่อาจสัมผัสจับต้องมันได้

รักเอย
ที่แท้ เจ้าคืออะไร
ที่แท้เจ้าเป็นอะไรกันแน่
เจ้ามาทำให้ใจของข้าเจ็บ
เจ้ามาทำให้ใจของข้ารู้สึกดี มีคุณค่า
และเจ้าอีกนั่นแหละที่ทำให้ข้า ดูเหมือนไร้ค่า
รักเอย หรือชีวิตนี้ของข้า จะถูกเจ้า ลวงหลอกเล่น
ปั่นหัวข้าเล่น ให้เจ็บช้ำ ให้ดีใจ เพียงชั่วครู่ชั่วยาม
พอข้าจะหยิบคว้าเจ้ามา พอข้าจะยึดครองเจ้าไว้
เจ้าก็หลุดลอยจากข้าไป จนไกลแสนไกล
ทิ้งให้หัวใจข้า สะอึกสะอื้น ร่ำไห้
ทุกข์ใจ ปวดใจ รันทดใจ
รักเอย
ข้าผิดหรือไร
ที่จะเสาะแสวงหาคนที่รัก
คนที่ข้าเลือก
มาไว้เคียงข้างหัวใจข้า
ข้ายินดีจะยอมรับ
ในสิ่งที่ข้าเลือก ไม่ว่าผลมันจะเป็นอย่างไร
แต่เจ้าไม่เคยให้โอกาสข้า ได้พิสูจน์ตัวเองเลยสักครั้งเดียว

สวรรค์สร้างให้ข้านั้นเป็นคนมีรักจริง
สวรรค์สร้างให้ข้ามีรักเดียวใจเดียว
แล้วทำไมสวรรค์ ต้องกลั่นแกล้งหัวใจข้า
ข้าเจ็บ ข้าปวดเสียเหลือเกิน มันเกินที่จะทนแบกรับ
ความรู้สึกนี้อีกต่อไป เจ้ามาทำให้ข้ารัก ให้ข้าเจอ
แล้วก็พรากสิ่งที่ข้ารัก ไปจากตัวข้าตลอดมา

ทำไม
ทำไม ข้าทำผิดอะไร
ผิดที่ข้ารักจริงอย่างนั้นหรือ

ข้าไม่ต้องการให้คนทั้งโลกมารักข้า
ข้าต้องการเพียงใครซักคนที่รัก และเข้าใจข้า
และพร้อมที่จะใช้ชีวิต ร่วมทุกข์ ร่วมสุข
จับกุมมือ เดินทางไปเคียงข้างข้า
จนถึงเส้นชัย
ข้าต้องการเพียงเท่านั้น
ข้าอยากอยู่กับคนที่ข้ารัก ข้าเลือก
ข้าผิดนักใช่ไหม
ตอบข้าที ยามนี้ก็ต้องการคำตอบ
ต้องการคำอธิบาย
ต้องการความห่วงใย
จากใครซักคนมาดูแลความรู้สึก
ข้ามิอาจ ทนฝืนต่อไปได้อีกแล้ว
ข้าเจ็บมามากพอแล้ว
หัวใจของข้ามีแผลมามากพอแล้ว
ข้าร้องไห้มามากพอแล้ว
พอเสียที หยุดเสียที
หยุดแกล้งข้า
และส่งใครซักคนที่รักและเข้าใจข้า
ให้มาร่วมทางชีวิตกับข้าเสียทีเถิด รักเอย









วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ชีวิตคืองานศิลปะ



มุมมองของคนแต่ละคน ไม่เหมือนกัน 

มองสิ่งเดียวกันแต่ก็เห็นไม่เหมือนกัน
ของบางสิ่งสวยงาม มีศิลปะล่ำค่า บางคนเห็น บางคนมองไม่เห็น
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ ฐานความรู้คนเราไม่เท่ากัน 
วุฒิภาวะทางอารมณ์ไม่เท่ากัน
ทัศนะต่างกัน วิถี แบบแผนชีวิตต่างกัน
มองโลกคนละแง่ เป็นต้น เหล่านี้ทำให้คนต่างกันทางความคิด
ดังนั้นคนเราจึงไม่แปลกที่มีความคิดต่างกันได้
ตามแต่ฐานความรู้ของแต่ละคน
แต่เราไม่สมควรที่จะทะเลาะกันเพราะความคิดต่างกัน
การที่เรา กินอาหารคนละอย่าง เราก็สามารถ นั่งกินร่วมโต๊ะกันได้

บางคนชอบผัดไท บางคนชอบข้าวเหนียวไก่ย่าง ก็มานั่งกินบนโต๊ะเดียวกันได้



อาหารจะรสชาติอร่อย 
ต้องมีเครื่องปรุงที่หลากหลายรสชาติมารวมตัวกัน 
แล้วผลจะออกมากลมกล่อม
ถ้าเค็มอย่างเดียว หวานอย่างเดียว 
เปรี๊ยวอย่างเดียว เผ็ดอย่างเดียว จืดอย่างเดียว
ก็คงเป็นอาหารที่ กร่อยลิ้น กินไม่อร่อย
ชีวิตก็เช่นกัน ถ้ามันมีเส้นทางชีวิตเดียวทุกวัน ทุกวัน ไม่จะซ้ำซาก จำเจ
มันต้องมีอะไรที่หลากหลายบ้าง ดังนั้นเราจึงควรเป็นคนที่มีบุคลิกเปิด
คือเปิดกว้าง สำหรับรับฟังความรู้ใหม่ วิทยาการใหม่ ความคิดใหม่ 
แบบแผนชีวิตใหม่ ที่ต่างไปจากที่เรามี
เพื่อให้เรามีวิสัยทัศน์ หรือทัศนะกว้างขึ้น อินเตอร์ขึ้น
เมื่อเราชินกับความต่างอย่างนี้ เราก็จะกลายเป็นคนสาธารณะได้
ถูกตำหนิได้ ถูกวิจารณ์ได้ รับความคิดต่างได้ มันจึงเป็นความงามของชีวิต


แต่ชีวิตคู่ มันจะจำแนกแยกย่อยออกไป
อะไรที่ต่างมาก ยิ่งอยู่กันนานเข้า นับวัน รอยแยกยิ่งห่าง ความต่างยิ่งไกล
ชีวิตคู่ต้องมีอะไรที่คล้ายกัน หรือเหมือนกัน หรือใกล้เคียงกัน 
หรือต่างกันแต่เป็นสิ่งที่เราขาดหายไปมาเติมเต็มแทน

คนอื่น ก็คือคนที่เราไม่รู้จัก
แต่คนอื่นที่เรารู้จักแล้ว ก็กลายมาเป็นเพือน
และคนอื่นที่เรารู้จักเขาดีมากขึ้น ก็กลายมาเป็นคนใกล้ชิด คนสำคัญ 
หรือมาเป็นคู่ชีวิตเรานั่นเอง



ดังนั้นคนอื่น 
ความหมายของมันจึงอยู่ที่ เรารู้จักเขาแค่ไหนเท่านั้นเอง
เพราะคนอื่นแท้จริงแล้วก็คือคนที่เรายังไม่รู้จัก
ต่อเมื่อเรารู้จักดีแล้ว คนอื่นก็คือเพื่อน คือแฟน คือคนรัก
คือคนใกล้ชิด คือคนพิเศษ คือสามี คือภรรยา คือพ่อของลูก คือแม่ของลูก
คือคนที่เรานอนกอดได้อย่างอบอุ่นและสบายใจ 
เพราะคนอื่นคนนั้นกลายมาเป็นคนในครอบครัวเราแล้วนั่นเอง

ชีวิตจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง
มันขึ้นอยู่กับมุมมอง ความเห็น
และวิจารณ์ กันออกไป ต่างๆนานา
เป็นศิลปะที่ต้องใช้เวลานานมากในการหาเหตุผล
มาอธิบายประกอบ และมันสามารถพลิกผันได้ตลอดเวลา
บางคนเห็นค่า บางคนไม่เห็นค่า
บางคนชอบบางคนไม่ชอบ
เพราะมันขึ้นอยู่กับมุมมองทางศิลปะนั่นเอง






วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เมื่อรักเริ่มลางเลือนความคิดถึงก็จางหาย



ความรัก ถ้ามันได้เกิดขึ้นกับจิตใจของใครแล้ว
มันก็จะเป็นจุดเริ่มต้นให้สิ่งที่ดี ไหลรวมเข้าไปหากัน
ความคิดถึง ความรู้สึกที่ดี ความห่วงใย อยากพูดคุย อยากเห็นหน้า
และอื่นๆอีกมากมายจะหลั่งไหลออกมาหากัน
โลกทั้งโลกมันจะกลายเป็นสีชมพู
มองซ้ายมองขวา ก็จะเห็นแต่ภาพรักที่งดงาม

แต่เมื่อใดก็ตามที่รักนั้นถูกตอบสนองด้วยความเย็นชา
เหมือนว่าอีกฝ่ายไม่มีตัวตนในโลกนี้ ไม่มีหัวใจ
การจะประคองรักให้เป็นไป ก็จะยากลำบากไปด้วย

ก็เพราะธรรมชาติของคน มีหัวใจเป็นก้อนเนื้อธรรมดา
มีชีวิต มีเลือดเนื้อ มีดีใจ มีเจ็บปวด มีผิดหวัง
เมื่อได้รับการตอบรับที่ไม่เป็นมิตร 
สิ้นสวาสตัดไมตรีนานวันเข้า

จากที่รักกันจนหวานชื่น
ก็จะกลายเป็นแค่คนเคยรัก
จากที่คิดถึงกันทุกเวลา
ก็จะเริ่มคลายคลอน ลางเลือนไป

ในที่สุดรักที่เคยมีก็จะกลายเป็นทัศนคติแง่ลบ
กับคนคนนั้นแทน จะมองหน้าก็ไม่เต็มตา
จะสนทนาก็ไม่เต็มใจแล้ว
ในที่สุดก็จะขยับชั้นไปเป็นความเกลียดชังแทน
แล้วสองคนนี้ก็จะอยู่ที่เดียวกันลำบากมากขึ้น
เพราะจะรู้สึกอึดอัดขึ้นมาแทน
อยากระเบิดอารมณ์ใส่ อยากเอาคืน
ความรู้สึกนี้มันห้ามไม่ได้เลยจริงๆ

จากคนที่คิดถึงเป็นคนแรก ก็จะกลายเป็นคนที่เกลียดเป็นคนแรก
จากที่เคยมีไมตรี ก็จะกลายเป็น ชิงชังแทน

ดังนั้น เราอย่าให้คนที่เขารักเราด้วยใจบริสุทธิ์
มีความรู้สึกว่าเขาถูกทอดทิ้งเช่นนั้น
เพราะอารมณ์เหล่านั้นจะตีโต้ย้อนกลับทันที
ก็เพราะคนมันมีหัวใจ มีศักดิ์ศรี
เมื่อมันรู้สึกว่าถูกดูถูก เหยียดหยาม มันจะรักษาสิ่งนั้นไว้เสมอ

ถ้าคุณไม่ได้รัก คนที่เขารักคุณ
คุณก้ไม่ควรทำให้เขารู้สึกเสียใจ
เหมือนเขาไม่มีตัวตน

การรักษาน้ำใจคนที่รักเราด้วยใจจริงมันสำคัญมาก
ทำแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น
ทำให้เขารู้ว่า แม้คุณไม่รักเขา คุณก็ยังเป็นเพื่อนเขาได้
ทำให้เขารู้ว่าเขาไม่เสียศักดิ์ศรี ไม่เสียกำลังใจ
ยังมองหน้ากันได้ในสังคม

เพราะนั่นคือคนที่รักเรา
มันเป็นสิ่งดี ที่มีคนมารักเรา
เราจะรังเกียจคนที่รักเราไปเพื่ออะไร
เราจะผลักคนที่รักเรา พร้อมจะปกป้องเรา พร้อมจะตายแทนเรา
ไปเป็นศัตรูหรืออย่างไร นั่นเป็นสิ่งอันตรายที่สุด
เพราะยิ่งรักมากก็ยิ่งเกลียดมากด้วย

อยู่กับคนที่รักเรายังดีเสียกว่า อยู่กับคนที่เรารัก แต่เขาไม่เคยรักเราเลย
จงรักเขาในขณะที่เขากำลังรักคุณ
จงถนอมน้ำใจเขา ในขณะที่คุณรู้สึกไม่รักเขา
อย่าให้คนที่รักคุณด้วยใจบริสุทธิ์ ไปเป็นศัตรู
เพราะคุณกำลังปิดเส้นทางเดินของคุณ ด้วยตัวคุณเอง
เมื่อความรักเขาเริ่มลางเลือน ความคิดถึงเขาเริ่มจางหาย
พื้นที่ข้างกายคุณ จะกลายเป็นที่ที่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป




วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

การติดกระดุมเม็ดแรกผิดเม็ดต่อไปก็ผิดเสมอ




คำว่าครอบครัวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ
ชายหนุ่มและหญิงสาวที่รักกันมีทัศนตรงกัน
มีความรู้มีการศึกษาใกล้เคียงกัน
ตกลงพร้อมใจจะอยู่กินกันฉันสามีภรรยา
และมาสร้างครอบครัวร่วมกัน มีสมาชิกใหม่ให้ครอบครัวเป็นโซ่ทองคล้องใจ
มีอนาคต มีความหวังร่วมกัน ว่าลูกเต้าจะได้ดิบได้ดีไม่ลำบากตรากตรำ

แต่การใช้ชีวิตคู่ มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวแต่อย่างใด
กรณีของอีกคู่หนึ่ง ก็ไม่สามารถนำไปเป็นบรรทัดฐานของอีกคู่หนึ่งได้
ทั้งนี้มันขึ้นอยู่ที่จุดเริ่มต้นของคำว่าครอบครัว
ถ้าเราเริ่มต้นผิดมันก็ผิดตลอด ถ้าเราเริ่มต้นถูกมันก็ถูกตลอด

มันเหมือนกับการติดกระดุมเสื้อเม็ดแรก
ถ้าเม็ดแรกมันผิด เม็ดต่อๆไปมันก็ผิด
ยิ่งเรายิ่งฝืนยิ่งรั้น มันก็จะยิ่งผิดไปไกลเกินแก้

หลายคนทั้งที่รู้ว่าติดกระดุมเม็ดแรกผิด
แทนที่จะกลับมาปลดคลายกระดุมออกใหม่
แล้วค่อยติดกระดุมใหม่อีกครั้งให้ถูกต้อง
กลับดื้อรั้นฝืนมัน บางคนเมื่อรู้ว่าเม็ดแรกผิด ก็ตัดกระดุมเม็ดที่เหลือทิ้ง
แล้วปล่อยเสื้อรอยชาย ติดกระดุมผิดเม็ดเดียวไว้อย่างนั้นต่อไป

การเริ่มต้นครอบครัวที่ผิดมีหลายอย่างเช่น
การที่หนุ่มสาวไม่ได้รักกัน แล้วมาอยู่กินด้วยกัน
เพราะเหตุผลบางอย่าง เช่นสภาพครอบครอบครัว
สภาพเศรษฐกิจ ถูกบังคับจากผู้ใหญ่ หรือรับผิดชอบในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

หรือพวกไม้ป่าเดียวกัน หญิงรักหญิง ชายรักชาย
กลุ่มคนประเภทนี้ไม่สามารถเดินหน้าครอบครัวได้
จริงอยู่ดูภายนอกแม้เพียงผิวเผิน ดูเหมือนว่ามีความสุข
แต่ภายในใจลึกๆของแต่ละคู่ ต่างมองเห็นอนาคตของตัวเองว่ามันจะเป็นไปอย่างไร
จะมั่นคงจีรัง หรือแค่รักกำมะลอ ต่างฝ่ายต่างหลอกใจกันไปวันๆเท่านั้น
นี่เป็นตัวอย่างข้างต้นของครอบครัวที่ไม่เป็นครอบครัว
คือมีก็เหมือนไม่มี ไม่เห็นความแตกต่าง เพราะการเริ่มต้นที่ผิด
มันเป็นความผิด หรือเป็นบาปของคนอีกฝ่ายหนึ่งที่เคยทำขึ้น
แล้วมารับผลกรรมในชาตินี้ แต่กลับมาดึงเอาชีวิตของคนอีกคนทั้งชีวิต
ให้ดำดิ่งตกต่ำตามตัวเองลงจมบ่อจมโคลนลงไปด้วย

คำว่าตกต่ำนี้ไม่ได้หมายถึงฐานะ
แต่หมายถึงเป้าหมายชีวิตของอีกคน หรือคู่เรา
เราดึงเขามาจมกับเรา แทนที่เราจะปลดปล่อยเขาไปและให้ความยินดีกับเขา
ที่เห็นเขาไปใช้ชีวิตอยู่อย่างครอบครัวปกติที่เขาควรเป็น
เรากลับเห็นแก่ตัว เหนี่ยว รั้ง กักขัง พันธนาการด้วย พันธะ ข้อสัญญาต่างๆ
เพื่อกักล่ามเขาเอาไว้อยู่กับเราทั้งชีวิต ให้เขามาร่วมรับเวรรับกรรมที่เขาไม่ได้ก่อร่วมกับเราไปด้วย เป็นการแสดงความเห็นแก่ตัวของเราเอง ไม่ใช่ความรัก เพราะคนรักกัน จะยินดี
ที่เห็นคนที่เรารักไปได้ดีมีสุข มีครอบครัวสมบูรณ์ กว่าที่อยู่กับเรา แล้วเราก็พลอยยินดีไปด้วยแม้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน นั่นต่างหากจึงเรียกว่ารัก

ถ้าเราดูหนังไทยเราจะเห็นว่าความรักเริ่มจากหนุ่มสาวจีบกันแล้วมีอุปสรรคมากมาย
มาขวางกั้น แต่สุดท้ายก็ได้แต่งงานกันแบบแฮปปี้เอนดิ้ง

แต่.. หลังจากแต่งงานแล้วชีวิตคู่เป็นอย่างไร ไม่มีการนำเสนอ
ต่างจากหนังฝรั่ง ที่มักจะเริ่มต้นเรื่องด้วยการมีครอบครัวมีลูกแล้ว และเขานำเสนอถึงปัญหา
ของครอบครัว ปัญหาของการใช้ชีวิตคู่ ให้เราเห้นว่า มันมีเส้นทางอย่างไร หลังจากที่คนสองคนที่ต่างคนต่างมา มาใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกัน

มันจึงเป็นความแตกต่างของวิธีคิดของฝรั่งกับคนไทย
ข้อคิดอย่างหนึ่งคือ ฝรั่งจะหย่ากันทันทีเมื่อเขาเห็นว่าชีวิตคู่มันไปต่อไม่ได้
เขาจะไม่ฝืน ไม่ดึงดัน แต่เขาจะคืนสิทธิ คืนชีวิตให้กันและกันทันที เพื่อเดินไปแสวงหาสิ่งที่ควรเป็น ของแต่ละคน คือเขาให้โอกาสกัน และการแต่งงานใหม่จึงมีขึ้นเสมอ
ในสังคมแบบฝรั่ง และถือเป็นเรื่องธรรมดา

แต่สังคมไทยไม่ใช่
ถึงแม้อยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็ยังฝืนทน
เหนี่ยวรั้งกันและกันเอาไว้ซึ่งไม่เป็นผลดีกับทุกฝ่าย
เพราะเราติดยึดตรงที่ หน้าตา ชื่อเสียง เกียรติยศ มากกว่าเหตุผลในการมีชีวิตต่อไป
ดังนั้นเมื่อ ครอบครัวไม่มีสายใยรักหลงเหลือในบ้านแล้ว ฝืนทนต่อไปก็ไม่มีประโยชน์
ต่างฝ่ายต่างหาทางออกให้ตนเอง ฝ่ายชายก็ไปมีผู้หญิงคนใหม่
ถูกเรียกว่าเมียน้อย เพราะเมียหลวงยังหย่าไม่ได้

ส่วนฝ่ายหญิงก็ไปมีชายใหม่ ถูกเรียกว่าชู้
เพราะยังหย่าขาดจากสามีไม่ได้เช่นเดียวกัน

ทั้งที่คนสองคนนี้เข้าใจกันว่าพวกเขาอยู่กันต่อไม่ได้แล้ว
จึงไปตามทางตนเอง แต่สังคมและคนรอบข้างไม่ปล่อยให้เขาไป เพราะมีหน้าตาเข้ามาแทนนั่นเอง นี่จึงเป็นปัญหาสังคมตามมาอีกมากมายในสังคมไทย
เช่นลูกไม่มีความสุข ติดสิ่งเสพติด 
ครอบครัวไม่เป็นครอบครัว
เกิดการฟ้องร้องกัน ทั้งที่เพียงแค่ต่างฝ่ายต่างคืนชีวิตให้แก่กัน
มันก็จบต่างฝ่ายต่างไปมีชีวิตใหม่ที่ตนเองเลือกและเห็นว่าดี
และต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลลูกต่อไปเท่านั้นปัญหาก็จบ แต่เราไม่ทำทั้งๆที่เรารู้ว่าปัญหาคืออะไรนี่ต่างหากที่น่าคิด