ยินดีต้อนรับทุกท่านสำหรับคนใจช้ำที่ถูกย่ำยีมาไม่ว่าคุณจะเป็นใครเราคือเพื่อนกัน

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วันอำลา




คนเราส่วนใหญ่ เวลามีคนพูดความจริงเรามักจะไม่เชื่อ 
เพราะการพูดความจริง บางครั้งมันไม่ถูกกับใจเรา มันไม่ถูกกับจิตของเรา
เราจึงไม่เชื่อ ไม่ชอบที่จะรับฟังความจริง

แต่เมื่อมีคนมาพูดโกหกตอแหล เรากลับชอบ กลับหลงใหลได้ปลื้ม
กับคำพูดโกหกตอแหลนั้น และเชื่อในขี้ปากของคนคนนั้นว่า เป็นจริง
สุดท้ายคำพูดโกหกตอแหล ก็ชักนำเราไปสู่จุดเปลี่ยนของชีวิต

ถ้าเราลองย้อนเวลา ย้อนอดีตดู เราจะพบว่า
ความผิดพลาดของเรา ก็เริ่มมาจาก หลงใหลได้ปลื้มกับคำพูด โกหกตอแหลนี่เอง
คำพูดจริง มันเหมือนยาขม ที่มีรสชาติ ไม่น่ากิน แต่มันมักมีประโยชน์ รักษาโรคได้
มิตรคนใด ที่กล้าตำหนิเราต่อหน้า คนคนนั้นคือมิตรแท้ คือกัลยาณมิตร

เราลองคิดดู เขาไม่จำเป็นต้องมาพูดให้เรา ต้องไปเกลียดชังเขาก็ได้
เขาเลี่ยงที่จะไม่พูดเสียก็ได้ เพื่อไม่ให้กระทบกระทั่งกับเรา
แต่ทำไมเขาพูด  นั่นก็เพราะว่า เขาเห็นเราเป็นมิตร เขาอยากเตือน อยากบอก
ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา มันทำให้เราได้รู้ตัว รู้สติ

เช่นถ้าเราปากเหม็น
คนอื่นคงไม่มีใครกล้าพูดว่า ปากเองเหม็นมาก
คงมีแต่เพื่อนแท้ที่กล้าพูดเพื่อให้เรารู้ตัว
หรือถ้าเรากินอาหาร แล้วมีเศษพริก เศษผักติดฟัน
คนอื่นก็คงนั่งขำเรา มิตรแท้เท่านั้นที่กล้าบอกเรา
แต่หลายครั้ง คำพูดที่จริงใจจากมิตรแท้
มักจะถูกแปรเป็นความหมายที่ผิดเสมอ
หลายคนผลักไสมิตรแท้ เพียงเพราะพูดไม่ถูกใจตนเอง
จะรู้ตัวว่าเสียมิตรที่ดี ก็ตอนที่สูญเสียมันไปแล้วเท่านั้น

หลายคนมองข้ามเหยียดหยาม
จนเมื่อเวลาผ่านไปเราถึงได้รู้ว่า
เราทำลายมิตรแท้ด้วยมือเราเอง

ตัวฉันเองก็เป็นเช่นนี้
ฉันมักตักเตือนคนอื่นอยู่เสมอเมื่อเห็นว่าทำไม่ถูก
และฉันพยายามช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอเพราะฉันเห็นว่าเขาเป็นมิตร
ฉันเฝ้าคอย เฝ้าระวัง ภัยน้อยใหญ่ให้คนรอบข้างฉันอยู่เสมอ
ฉันเฝ้าคอยเป็นห่วงคนที่ฉันรู้จักอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ฉันได้รับคือ
ฉันเป็นแค่หมาในสายตาของพวกเขา
ที่ฉันกัดฉันเห่าให้ก็เพราะฉันเสือกเองมาตลอด

แต่เนื่องจากฉันเป็นคนจริง
ฉันไม่เคยโกหกตอแหลเพื่อเอาใจใคร
สิ่งที่ฉันทำล้วนมาจากใจบริสุทธิ์ของฉัน

ภาพชายที่ใส่เสื้อขาดๆ ใส่กางเกงขาสั้น
เที่ยวเดินท่อมๆอยู่รอบบ้าน อยู่ศาลา เฝ้าเพียรปลูกพืชผักให้คนได้เก็บกิน
ท่ามกลางเสียงดูแคลนว่าปลูกได้มันก็ไม่ขึ้น แต่ฉันก็ทำให้เห็นแล้ว
ว่าฉันทำได้ และสีเขียวรอบบ้านมันมาจากมือฉัน และคนที่ดูถูกฉันก็ได้เก็บกินใช้สอยมัน

ภาพชายที่มอซอคนนั้นกำลังจะหายไปจากบ้านหลังนี้
ศาลาที่เขาเคยนั่งคอยใครซักคน จะไม่มีภาพเขาอีกต่อไป
จะไม่มีเสียงเรียกลุงก้อง พี่ก้องมาทำโน่น ทำนี่ให้หน่อยอีกต่อไป
ตลอดระยะเวลา ที่ฉันเป็นคนมอซอ ฉันจึงได้เห็นน้ำใจคน
ที่เดินข้ามหัวฉันไปมาทุกวัน

ชายมอซอคนนั้น บังเอิญมีการศึกษา
เส้นทางชีวิตอาจหยุดบ้างล้มบ้าง
แต่ไม่สมควรมีใครมาเดินข้าม
บัดนี้คงได้เวลาที่เขาจะจากบ้านหลังนี้ไป
โดยไม่เหลือรอยรักรอยอาลัยจากใครอยู่เลย
ถึงแม้เขาจะได้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างในบ้านหลังนี้แล้วก็ตาม

ลาก่อนทุกคน ลาก่อนเด็กๆ
ลาก่อนศาลา ลาก่อนคนใจดำทั้งหลาย
ถึงเวลาที่ชีวิตฉันจะเดินไปในวงโคจรของฉันเองบ้างแล้ว
ตามแบบของฉันเอง

ลาก่อน


วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วันที่ฉันถึงเส้นชัย



คนเราทุกคนเกิดมาล้วนต้องมีเป้าหมายชีวิต
แต่การที่เราจะเดินไปสู่เป้าหมายชีวิตนั้นได้มันต้องมีการเตรียมความพร้อมอยู่พอสมควร
เช่น เตรียมพร้อมรับมือ กับความ ผิดหวัง เสียใจ อุปสรรค สิ่งที่เราไม่คาดคิด
ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ เราต้องเตรียมตัว
เตรียมใจ พร้อมรับมือกับมัน ทันทีที่มันเกิดขึ้นกับเรา
เราต้องพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันทันที
และเมื่อใดที่เราเตรียมตัวทุกอย่างพร้อม
ขั้นต่อมา เราต้องวางแผนการเดินทาง 
หรือแผนชีวิตให้ดี
ทุกครั้งที่เราเดินทาง
มันหมายถึง หนึ่งคือเราอาจเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
สองคือเราอาจประสบความสำเร็จตรงตามเป้าหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการวางแผนของเรา
ทุกครั้งที่เราก้าวเดิน นั่นย่อมหมายความว่า เรากำลังก้าวขาออกจากจุดเดิมที่เราเคยยืนอยู่
ดังนั้นตราบใด ที่เรายังคงก้าวเดิน  ก็ไม่มีทางที่เราจะจมปรักอยู่กับที่แน่นอน

แต่การเดินทางที่ขาดการวางแผนที่ดี ขาดเป้าหมาย ขาดแบบแผนที่ถูกต้อง
มันก็ทำให้เราเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เช่นเดียวกัน
นอกจากไม่ถึงเป้าหมายแล้ว ยังทำให้ไปหลงทางอยู่ที่อื่นเท่านั้นเอง
แม้จะออกจากจุดเดิม ก็ไม่ได้ต่างอะไร
ทั้งนี้ก็เพราะ เราไร้เป้าหมายไร้การวางผน
เราต้องรู้ว่า เวลานี้ เราอยู่ที่ใด และวันข้างหน้าเราจะอยู่ที่ใด
เราเดินไปตามเส้นทางตามที่เราวางแผนไว้หรือไม่
หรือว่า เดินออกนอกเส้นทางที่จะไปสู่เป้าหมาย
เมื่อเราตั้งตัวอยู่ในความไม่ประมาทแล้วมุ่งหน้าเดินต่อไป ตามแผน ตามเส้นทางที่เราวางไว้
ในที่สุดเราก็จะถึงเส้นชัยอย่างแน่นอน


นี่คือเกร็ดเล็กๆจากประสบการณ์ตรงของฉัน
ชีวิตฉัน เริ่มจากติดลบ แต่ฉันไม่เคยยอมแพ้ในชะตาชีวิต
ฉันจึงมุ่งมั่น เดินหน้าตามเป้าหมายเสมอมา
ตลอดเวลา มีคนดูหมิ่นเหยียดหยาม
มีคนปรามาท ดูถูกเรา
หลายครั้งที่เรายื่นไมตรี มีคนยื่นไมตีนคืนกลับมา
แต่เรายังคงมุ่งมั่นอยู่ในแนวทางเราตลอดมา
แม้จะเป็นการเดินไปอย่างช้าๆ
แต่ก็เป็นการก้าวหน้าอย่างมั่นคง

ฉันเกิดมา ชีวิตติดลบ
แต่ฉันไม่ยอมสยบกับโชคชะตา
ฉันเดินหน้า ทำงาน ร่ำเรียน จนถึงที่สุด และเข้าสอบ
ทุกสนามแข่งขัน ฉันสอบติดเป็นว่าเล่น
แต่ฉันก็ไม่สนใจ เพื่อจะบอกชะตาว่า นี่ชีวิตข้า ข้ากำหนด ไม่ใช่ชะตากำหนด
แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ฉันมั่นใจว่า ฉันสมควรรับรางวัล จากการที่ฉันบากบั่นมา
ฉันก็พร้อมที่จะเดินขึ้นไปรับรางวัลนั้น รางวัลที่ฉันสร้างมาด้วยตัวฉันเอง
ฉันจะรับมันให้ภาคภูมิใจ และบอกใครต่อใครว่า ข้านี่แหละคือคนที่พวกเองดูถูกเหยียดหยาม
แต่วันนี้ ได้มายืนในจุดที่พวกแกมองเห็นฉันได้แล้ว
และจงยอมรับมันเช่นกันว่านี่คือความจริง

ฉันเดินมุ่งมั่น ไปข้างหน้า แม้จะช้า แต่มั่นคง


วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

น้ำมนต์แก้ผัวไม่กลับบ้าน








นางแพน แต่งงานอยู่กินกับนายดีมาหลายปี จนมีลูกเต้าด้วยกัน 3 คน

ระยะหลังนางแพนสังเกตว่า นายดีสามีตัวเองเปลี่ยนไป

เลิกงานมา ก็ชอบแต่งตัวหนีออกจากบ้านไปเที่ยวจนดึกดื่น

กลับเช้าก็มี หรือบางครั้งก็ไม่กลับเลยก็มี

จนนางแพนคิดว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้ สามีของตนคงไปมีเมียน้อยเป็นแน่

จึงไปปรึกษาเพื่อน ที่ครั้งหนึ่งครอบครัวเขาก็เคยมีสภาพอย่างนี้มาก่อน

และกลับมารักกันดังเดิมได้


เพื่อนของนางแพน

แนะนำให้ไปหาหลวงพ่อ ที่วัดที่เธอเคยไปมาก่อน

นางแพนได้ฟังดังนั้น

วันรุ่งขึ้นนางแพนจึงได้เดินทางไปกราบนมัสการหลวงพ่อที่วัด

ตามที่เพื่อนแนะนำมา

เมื่อไปถึงนางแพนยังไม่ทันได้เล่าความขานไขแต่อย่างใด

หลวงพ่อก็พูดขึ้นว่า

ปัญหาสามีหนีออกจากบ้านใช่ไหมโยม หลวงพ่อถาม

นางแพนตอบ เจ้าค่ะหลวงพ่อ ท่านทราบได้ยังไงคะ


ปัญหาผัวๆเมียๆเป็นปัญหาโลกแตกน่ะโยม

จากนั้นนางแพนก็พูดขึ้นว่า ดิฉันอยากจะมาขอของดีจากท่านเจ้าค่ะ

ได้ข่าวว่าท่านมีของดีช่วยให้ครอบครัวแตกแยกกลับมาคืนดีกันมากแล้ว

หลวงพ่อช่วยโปรดดิฉันด้วยเถิดเจ้าค่ะ นางแพนแจ้งความประสงค์



จากนั้นหลวงพ่อก็สั่งให้เด็กวัดนำขวดไปเปิดน้ำจากก๊อกมาให้นางแพนขวดนึง

พร้อมกับพูดว่า

นี่แหละคือของดีที่อาตมามี และแจกจ่ายให้ญาติโยมที่มีปัญหาเดียวกันนี้มามากแล้ว หลวงพ่อกล่าว


แต่นี่มันน้ำก๊อกนี่เจ้าคะหลวงพ่อ นางแพนลังเล

มันก็ใช่ถ้าโยมคิดอย่างนั้น

ก็ให้โยมคิดเสียว่านี่เป็นนำมนต์ศักดิ์สิทธิ์จากอาตมา

ถ้าโยมคิดว่าเป็นน้ำก๊อกมันก็อาจไม่ศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อสำทับลงไป


แล้วใช้ยังไงล่ะเจ้าคะท่าน นางแพนถาม

ก็ไม่ยากหรอกโยม

โยมรู้ใช่ไหมว่าสามีโยมจะกลับบ้านเวลาไหน หลวงพ่อถาม

รู้เจ้าค่ะนางแพนตอบ

ก็ดีแล้ว

ให้โยมเทน้ำนี้อมไว้ในปากไม่ว่าสามีของโยมจะพูดอะไร

โยมก็ห้ามกลืนน้ำนี้เด็ดขาดมิเช่นนั้นจะไม่ศักดิ์สิทธิ์

ให้โยมอมน้ำในขวดนี้ทุกครั้งที่สามีกลับมา และอยู่บ้าน

เวลาสามีพูดอะไรก็ให้ทำหน้ายิ้มๆเอาไว้ก็พอ

น้ำขวดนี้คงพอใช้ได้ซักอาทิตย์นึง

พอพ้นอาทิตย์นึงไปแล้วโยมจะเห็นผล

แล้วค่อยพาสามีมาหาอาตมา หลวงพ่อสั่งกำชับ


เมื่อเข้าใจแล้วนางแพนก็กราบนมัสการลาหลวงพ่อกลับบ้าน

พอได้เวลาสามีจะกลับบ้าน นางแพนก็เทน้ำออกมาอมไว้ในปากตามที่หลวงพ่อสั่งทุกอย่าง

พอสามีก้าวขาขึ้นบ้านนางแพนก็ทำสีหน้ายิ้มแย้มตามหลวงพ่อแนะนำไว้

แล้วจัดแจงข้าวปลา หาน้ำหาท่ามาต้อนรับสามีทุกวัน

ฝ่ายนายดีผู้สามีก้เห็นความเปลี่ยนแปลงของภรรยาตนเองดีขึ้น

ไม่ด่ากราดเหมือนทุกครั้งที่เห็นหน้า

ไม่ชวนทะเลาะไม่ชวนหาเรื่องเหมือนเช่นทุกวัน

นายดีเองก็พอใจที่ภรรยาของตนเองกลับมาเหมือนคนเดิมที่เคยรักกันมา

เขารู้สึกว่าได้ภรรยาคนเก่าของตัวเองกลับมาอีกครั้ง

นายดีก็ไม่ออกไปเที่ยวนอกบ้าน

จนแม้มีเพื่อนมาชวนถึงบ้านนายดีก็ไม่ยอมจากไป

นางแพนทำเช่นนี้จนครบเจ็ดวัน

สายสัมพันธ์ของคนทั้งสองเริ่มกลับมาแนบแน่นอีกครั้ง

ลูกเต้าทั้งสามคนต่างมีความสุขที่เห็นพ่อแม่ไม่ทะเลาะกัน

ทำให้บ้านเป็นวิมาน เป็นสวรรค์ ไปที่ที่อบอุ่นปลอดภัยที่สุด

ลูกทั้งสามคนก็ได้เข้าไปกราบแม่พ่อเพื่อขอบคุณที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข


เมื่ออยู่สองต่อสองนางแพนก็บอกสามีว่าต้องกราบขอบพระคุณน้ำมนต์หลวงพ่อ

ที่ทำให้ครอบครัวเรากลับมามีความสุขอีกครั้ง

และนัดสามีจะพาไปกราบหลวงพ่อในวันรุ่งขึ้น


รุ่งขึ้นตามนัดนางแพนและครอบครัวก็พากันไปกราบนมัสการหลวงพ่อที่วัด

เมื่อเข้าไปถึงนางแพนก็ก้มกราบหลวงพ่อแล้วพูดขึ้นว่า

ดิฉันกราบขอบพระคุณท่านเจ้าค่ะที่ให้น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์กับดิฉันไปจนมีวันนี้


หลวงพ่อก็กล่าวขึ้นว่า โยมต้องขอบคุณตัวโยมเอง ที่มีความอดทน มีความเพียร

รู้จักสงบปากสงบคำของตัวเองได้ ตั้ง 7 วันจนทำให้ทุกอย่างกลับมาดีขึ้น

น้ำนั้นเป็นเพียงน้ำก๊อกอย่างโยมว่านั่นแหละ แต่เวลาที่โยมอมไว้ในปาก และที่อาตมา

ไม่ให้โยมกลืนหรือคลายออกก็เพราะเพื่อต้องการสงบปากสงบคำของโยมนั่นเอง

เมื่อครอบครัวของโยมกลับมาเหมือนเดิมแล้วคราวนี้ก็อยู่ที่พวกโยมนั่นเองว่าจะรักษา

ความสุขนี้เอาไว้หรือว่าจะทำลายมันลงก็อยู่ที่โยมแล้วล่ะ


นางแพนได้ฟังจึงก้มลงกราบเพื่อขอบคุณหลวงพ่อ ที่ใช้วิธีชี้ทางให้เธอ

ได้กลับมาสู่สติได้อีกครั้งและเธอสัญญาว่าจะไม่ให้ความเลวร้ายจากปากเธอกลับมาทำลายครอบครัวของเธออีกแล้ว


กังวาล ทองเนตร



วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คุณค่าสตรี



พูดถึงเรื่อง สเป๊กซ์ หรือชายในดวงใจของผู้หญิง มันมักจะไม่อยู่ที่เดิม มักแปรเปลี่ยนไปตาม วัยต่างของเธอด้วย เริ่มจาก


  • ผู้หญิงในวัยเด็กจะกำหนด สเป๊กซ์ของชายที่จะมาร่วมชีวิตไว้สูงมาก
คนที่จะมาเป็นคู่ฉันต้องมีเงินมีงานทำดีๆมีฐานะทางสังคมดี มีชาติ

มีชื่อเสียง มีการศึกษา มีชาติตระกูล และต้องขับรถยุโรปด้วย






  • พออายุย่างเข้า 20ปี สเป๊กซ์ผู้ชายของเธอก็เริ่มลดลง
ขอแค่มีงานทำ เป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องร่ำรวยก็ได้
แค่ขับรถญี่ปุ่นมาด้วยก็พอ










  • เมื่ออายุเริ่มย่าง 30ปี
เธอก็จะกำหนดสเป๊กซ์ผู้ชายในดวงใจใหม่ว่า
ไม่ต้องมีรถยนต์ขับก็ได้ แค่มีมอเตอร์ไซค์ซักคนก็พอ
งานรับจ้างทั่วไป หรือขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ได้












  • พออายุย่างเข้า 40 ปี
ผู้ชายในดวงใจของเธอเวลานี้
ขอแค่ปั่นจักรยานมาให้เห็นหน้าได้แต่ละวันก็พอ
งานทำไม่ต้องมีก็ได้ มาช่วยกันทำมาหากินแถวบ้าน
เก็บผักหักฟืนอยู่กินกันไปก็พอแล้ว









  • พออายุย่าง 50 ปี
ผู้ชายในดวงใจเธอเวลานี้
ขอแค่มีเงินค่ารถเมล์มาหามาเยี่ยม ยามเจ็บป่วยไข้ คอยป้อนน้ำ หยูกยา ก็พอแล้ว



  • พออายุเริ่ม 60 ปี

เธอก็จะตั้งสเป๊กซ์ไว้แค่มีแขนมีขา
ผ้าขาวม้าผูกเอว ก็เดินมาเถอะ
มาคอยตะบันหมากกินกันยามบั้นปลายชีวิต พอได้พูดได้คุยแก้เหงาบ้างก็พอ


  • อะไรทีทำให้คุณค่าของผู้หญิงลดฮวบลงตามตัวเลขอายุถึงเพียงนั้น
คุณค่าความเป็นคนของเธอเสื่อม ก็ไม่ใช่
แต่การที่เราคาดหวังจากสิ่งที่มีในตัวเราไปเทียบกับทรัพย์ภายนอก
มันทำให้เราตีราคาตัวเองตามทรัพย์ภายนอก
พอตัวเราเองมีอายุสูงวัยขึ้นจึงคิดว่าตัวเอง หมดค่า หมดราคา
ยังไงก็ได้ ซึ่งเป็นการคิดที่ผิด
คุณค่าของคนไม่ได้เสื่อมลงตามอายุ
ความเป็นคนความดี ไม่ได้เสื่อมตามอายุ
ทรัพย์ที่มีอยู่ภายในคือจิตใจ
สูงค่ายิ่งกว่าทรัพย์ภายนอกทั้งปวง
จงเห็นคุณค่าของตัวเอง
เพราะทรัพย์ภายในมันเสื่อมสภาพไม่เป็น แม้ตัวเราจะตาย มันยังคงอยู่
และถูกกล่าวขวัญถึงไปชั่วลูกชั่วหลาน


  • หลายคนพอร่างกายโรยร่วง คิดว่าคุณค่าของตัวเองก็เสื่อม เพราะชีวิตไม่เคยสร้างต้นทุนทางสังคมไว้เลย ของบางอย่าง ก็มีไว้แค่เป็นที่ขี้ เป็นที่เยี่ยว ไปใช้งานอย่างอื่นก็ไม่ได้ หย่อนยานไปตามสภาพเวลา เมื่อความดีภายในตัวตนไม่มีจึงรู้สึกว่าตนเองดูไร้ค่า
ตอนที่เรายังเด็ก เรามีสเป๊กซ์ที่ดี เรามีสิ่งที่เราอยากได้ เรามีสิ่งที่เรารักมากมาย
พอเราโตขึ้น ชีวิตเรา ผ่านพ้นเส้นทางเหล่านั้นมาแล้ว สิ่งที่เราเคยอยากได้ เราก็ไม่อยากได้ สิ่งที่เราเคยรักในวัยเด็กเราก็ไม่รักมันแล้ว มันไม่ใช่เพราะเราเปลี่ยนไป แต่เพราะเราโตขึ้น เราเรียนรู้ชีวิตมากขึ้น เราพบสัจจธรรมมากขึ้น สุดท้ายเราจึงรู้ว่า เราต้องการอะไร แค่ไหน อย่างไร เท่านั้นเอง

จงอยู่ให้มีค่า จงลาโลกไปให้คนอาลัยและถามถึง
ความดี ความเลว ส่งกลิ่น ทวนลม ทวนน้ำได้ไปไกลไม่มีที่สิ้นสุด
จงให้โลกนี้จดจำเราด้วยการกระทำที่ดีงาม



คุณค่าวัดที่จิตใจ

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559

รักจากใจ


ชีวิตฉัน ไม่เคยกลัว หรือแสลงใจกับคำว่า รักหรือไม่รัก
เพราะฉันเป็นคนเปิดเผย และเข้าใจกับธรรมชาติของความจริงเป็นอย่างดี

คนที่เราบอกรัก หรือหลงรัก เขาก็ไม่จำเป็นต้องมาบอกรักหรือหลงรักเราไปด้วย
เพราะเขาอาจมีเหตุผลของเขา เราก็มีเหตุผลของเราเช่นกัน
ดังนั้นคำว่า รัก สำหรับฉันมันจึงเป็นสิ่งที่เปิด ไม่ใช่ปิด
หมายความว่า ถ้าใจฉันจะรักใคร ก็เป็นเรื่องของใจฉัน
และคนที่ใจฉันรัก จะรักฉันด้วยหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของใจเขาเช่นกัน
ไม่ใช่เรื่องที่ต้องบีบบังคับให้เป็น

ความรักบังคับไม่ได้ และก็ห้ามไม่ได้ด้วย
ดังนั้นเมื่อฉันจะรักใคร ฉันก็จะรัก โดยไม่สน วัย สถานที่ เวลา สถานะ ว่าจะอย่างไร
แค่ฉันได้ทำอะไรเพื่อใจฉัน ซื่อสัตย์ต่อใจฉันก็พอ โดยไม่สนว่า 
เธอนั้นจะรู้สึกและคิดกับฉันอย่างไร

ทุกสิ่งที่ฉันทำ เพราะใจฉันรัก และฉันก็ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเอง
มั่นคงต่อใจตนเอง ไม่ต้องการให้เธอ มาซึ้ง มาอาลัย มาห่วงหา หรือเห็นใจ

ความรักไม่ต้องการ ความเห็นใจหรือสงสาร
ความรักต้องการเพียงความเข้าใจที่ตรงกันเพียงแค่นั้น
เมื่อฉันรู้ว่า ฉันรักเธอ และเมื่อเธอก็รู้ว่า ฉันรักเธอ มันก็เพียงพอแล้ว
ฉันไม่ต้องการให้เธอ มาคอยปลอบโยนเอาใจ

ฉันเพียงต้องการให้เธอรู้ว่า ทุกครั้งที่เธอเจอหน้าฉัน และนึกถึงฉัน
ฉันต้องการให้เธอรู้ว่า คนคนนี้รักเรา เท่านั้นก็พอ

ความรักเป็นเรื่องส่วนบุุคคล เรื่องของใจ
ส่วนความใคร่ เป็นเรื่องของตัณหา ความอยากได้

ดังนั้น รักของฉันไม่มีความใคร่ก็อยู่ได้
ขอเพียงใจเราสองรู้ว่า เรารักกันก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน
เราก็รักกัน ช่วยเหลือกัน ห่วงใยกัน และมีความรู้สึกดีต่อกันได้


นี่คือฉัน
ข้อดีที่ฉันมีคือ

รักแท้

แต่ข้อเสียของฉันก็คือ รักแท้เช่นกัน

เพราะเมื่อใจฉันรักใครแล้ว ก็จะยังรักเช่นนั้นตลอดไป 
ไม่ว่าเธอจะอยู่ไหน เป็นหรือตาย ดีหรือชั่ว เพราะจิตใจฉันเลือกเธอแล้ว
ดังนั้นหน้าที่ของฉันจึงต้องมีคือ ซื่อสัตย์ต่อหัวใจตนเอง

รักของฉันจึงไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง
ไม่มีเงื่อนไข หรือข้อผูกมัดยื่นให้กัน เป็นพันธนาการต่อกัน
ให้อีกฝ่ายลำบากใจ

ที่ผ่านมาฉันจึงไม่เคยช้ำเพราะคำว่ารักหรือไม่รัก

แต่ฉันเจ็บปวดนัก เมื่อคนที่ฉันรักทุกคน
ลาหายไปจากฉัน โดยไม่มีวันกลับมาเจอหน้ากันอีกเลย
ฉันเจ็บมาทั้งชีวิตกับสิ่งนี้

ทุกครั้งที่ฉันคิดถึงรัก
ฉันมักมองไม่เห็นใครเลย
เพราะเธอจากฉันไปแล้วทั้งนั้น
รักของฉันจึงถูกมองว่าเพ้อ จากคนที่ไม่เข้าใจในรัก

รักเป็นสิ่งจรรโลงใจ รักเป็นความสวยงาม
รักเป็นความหวัง รักคือสิ่งที่ช่วยให้เราอยากหายใจอยู่ต่อ

ชีวิตฉันจึงไม่เคยปฏิเสธรัก
ตามรูปแบบของฉัน
และ

ฉันก็แอบหวังว่า เธอจะไม่ทิ้งบ้าน จากฉันไปอีกคนนะคนดี
อย่างน้อยก็ให้ฉันได้แอบมอง แอบยืนดู 
ว่าเธออยู่ที่นี่ และยังสบายดี เท่านั้นฉันก็พอใจแล้ว
อย่างน้อย ส่งเสียง ไอ ส่งเสียงกระแอม
เป็นสัญญาณให้ฉันรู้ว่า เธอสบายดี และกลับถึงบ้านโดยปลอดภัยแล้ว
อย่างน้อยมันจะทำให้ใจฉันหมดห่วงเธอไปได้อีกวัน และล้มตัวลงนอนได้
อย่างหมดกังวล
ฉันต้องการเพียงเท่านี้จริงๆ
ทั้งหมดนี้ก็เพราะ ฉันรักเธอนั่นเอง








วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ห่วงนักเพราะรักน้อง





ห่วงนักเพราะรักน้อง


พี่รู้ข่าว  ว่าเธอ  ทำงานหนัก
ห่วงเสียนัก ห่วงหนัก  คนรักพี่
ทั้งกลางคืน  กลางวัน  เลยคนดี
รู้ข่าวนี้  พี่ห่วง  ยอดดวงใจ
เรื่องเงินทอง ข้าวของ  ที่จำเป็น
โอ้เนื้อเย็น  พี่รู้   ว่าต้องใช้
แต่ร่างกาย  สำคัญ กว่าสิ่งใด
ทรุดโทรมไป  เงินเท่าไหร่ ซื้อไม่คืน
เพลางานหน่อย  ที่รัก  อย่าหักโหม
เดี๋ยวเป็นลม เป็นแล้ง ถ้าทนฝืน
แม้ได้เงิน  น้อยหน่อย แม่ขวัญยืน
แต่ร่างกาย สดชื่น  พี่ว่าดี
พี่ห่วงนัก  พักนี้ ไม่เห็นหน้า
อยากจะพบ  สบตา คนรักพี่
อยากได้ยิน  เสียงหวาน ของคนดี
อยากให้มี  รอยยิ้ม  ที่พิมพ์ใจ
ถนอมหน่อย ร่างกาย ที่บอบบาง
รู้ไว้บ้าง  มีคน อยากชิดใกล้
ทุกเช้าค่ำ  พร่ำหา แต่ยาใจ
ทั้งชีวิต  มอบให้  เธอผู้เดียว
หัวใจพี่  มั่นคง  แต่เพียงน้อง
ใจพี่ก้อง ขาดน้อง  คงแปล็บเสียว
อยากสัมพันธ์  แน่นหนัก  สลักเกลียว
มอบแด่น้อง  นางเดียว สุดหัวใจ
อยากให้เธอ  รู้ว่า  พี่ยังห่วง
อยากไปหา  พุ่มพวง  เธอรู้ไหม
อยากให้เพลา  งานหนัก พักหัวใจ
มาสลัก  รักไว้  ใจสองเรา
...............................................................

ดูแลสุขภาพด้วยนะจ๊ะคนดี

(โพสต์ในบล็อกนี้ อาจถูกลบออกเมื่อใดก็ได้ ตามสุขภาพจิตใจของผู้เขียน )






ด้วยรักและผูกพัน โดยแกรมมี่ ศิลปิน ธงไชย แมคอินไตย







วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ความสัมพันธ์พังได้เพราะการสื่อสาร


การสื่อสาร เป็นหัวใจหลักสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
เราจำเป็นต้องมีการสื่อสาร ซึ่งกันและกัน
เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้ มีปฏิสัมพันธ์ และอื่นๆมากมาย

แต่การสื่อสารที่ผิดพลาด เป็นความล้มเหลวอย่างมากต่อความสัมพันธ์
การสื่อสารที่ผิดพลาดคือ ผู้ส่งสาร กับผู้รับสาร แปลความหมายหรือตีความหมาย
 เนื้อหาของสารนั้นผิดพลาด
หลายต่อหลายครั้ง ที่คนเราไม่เข้าใจกัน ก็เพราะการสื่อสารที่ล้มเหลว

สาเหตุที่การสื่อสารล้มเหลว มักมีสาเหตุมาจาก
หนึ่งไม่เปิดใจที่จะรับสารนั้น เมื่อไม่เปิดใจจึงไม่สนใจในเนื้อหา
จึงเป็นการรับสารแบบไม่ต่อเนื่อง รับเอาบางส่วน แล้วไปตีความหมายผิด
จากที่ผู้ส่งสารส่งออกไป เช่นผู้ส่งสารชูมือ 2นิ้วส่งสัญญาณออกไป
ผู้รับสารเข้าใจเอาว่า คืนนี้ ควบสอง หรือ สองอย่าง
หรือสองครั้ง เป็นต้น

แต่สองนิ้วที่ชูขึ้นของผู้ส่งสารออกไป เขาหมายถึง
วิคตอรี่ หรือชัยชนะ หรือให้สู้ประมาณนั้น แต่ผู้รับสาร 
ตีความเข้าข้างตนเองว่า คืนนี้ได้ สองอย่างเว้ยเฮ้ย
พอถึงเวลา ไม่เป็นไปตามนั้น ก็กลับมาเกลียดคนส่งสารเสียอีก 
ทั้งที่เป็นการรับสารไม่ตรงกับข้อมูลที่ต้องการส่ง

สองเงื่อนไขเวลา ของการสื่อสารหรือสามความไม่ชัดเจน หรือขาดความรู้ความเข้าใจ
ของคนส่งสารและคนรับสารไม่เท่ากันไม่ตรงกัน
และสี่ จุดที่ส่งสาร รับสารไม่เหมาะสม เช่น มึดไป สว่างไป ร้อนไป หนาวไป เป็นต้น

ดังนั้น รูปแบบของการส่งสารออกไปจึงเป็นเรื่องสำคัญ
การส่งสาณไปในลักษณะ การส่งสัญลักษณ์ ส่งสัญญาณมือ หรือ อวัจนภาษา
จึงเป็นการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะจะเกิดการตีความที่ผิดได้

หรือการส่งสารแบบลายลักษณ์อักษร
ก็เป็นอีกรูปแบบของการส่งสารที่ไม่มีคุณภาพเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราไม่จัดเจนเรื่องหลักภาษา หลักไวยยากรณ์
ก็จะทำให้เรา เขียนผิด สะกดปิด และความหมายก็จะผิดด้วย ส่งผลต่อผู้รับสารโดยตรง
เช่น เราต้องการจะเขียนคำว่า ได้แล้ว แต่เราใช้คำว่า เอาแล้ว
ผู้นับสารก็จะตีความหมายผิด เช่น สิ่งที่เธอส่งมาให้ฉันได้รับแล้ว
ก็เขียนเป็นสิ่งที่เธอส่งมาให้ฉันได้เอาแล้ว

หรือ รอตรงนี้นะเดี๋ยวฉันไปเอาแตงก่อน
แทนที่จะใช้คำว่าไปเก็บแตงก่อน
หรือไปเอาน้องก่อน แทนที่จะใช้คำว่าไปรับน้อง ไปดูแลน้อง เป็นต้น
ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างของการส่งสารที่ผิดพลาดของผู้ส่งสาร
ซึ่งไม่ระวังเรื่องภาษา จึงทำให้ผู้รับสาร ตีความหมายผิด

หรือ ถ้าเราเขียนจดหมายด้วยลายมือ ซัก หนึ่งหน้ากระดาษ เอ 4
แล้วให้คนมาคัดลอกลายมือเรา แล้วส่งต่อให้อีกคนคัดลอกเป็นทอดๆไป ถึงคนที่ 10
จากนั้นให้เรา นำต้นฉบับ มาอ่านเทียบกันกับ ลายมือคนที่ 10 ที่คัดลอก รับรองว่า เนื้อหา
ในสารนั้นจะถูกแปรเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน โดยที่ไม่ตรงกันเลย 
หรือ คนที่ 1 ต้นทาง ถึงคนที่ 10 เมื่อนำมาเทียบกันก็จะไม่เหมือนกันก็จะส่งผลต่อการตีความ
เมื่อตีความผิด ก็จะนำมาซึ่ง กระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน หรือมองกันและกันผิดไป

บางครั้ง ภาษาเขียน อาจได้ผล ถ้า ผู้ส่งและผู้รับสารมีความจัดเจนในภาษาเท่ากัน
แต่ภาษาเขียน มันจะแสดงอารมณ์ไม่ได้ ผู้อ่านจะอ่านตรงๆ
และรับคำเนื้อหาของคำนั้นไปตรงๆ
ทั้งที่ความเป็นจริง ถ้าเรานั่งพูดกัน คำคำนั้นอาจไม่ใช่คำหยาบ 
และคำรุนแรงเลยก็ได้ แต่ถ้าอ่านตามตัวหนังสือแล้วมันรุนแรง เช่น
กูว่าแล้ว หรือก็ดีนะ หรือ เรื่องของมึง ไอ้ห่าลาก อีห่าลาก

ซึ่งถ้าเราอ่านและตีความตามตัวอักษร จะเห็นว่ามันหยาบมันรุนแรง
แต่ถ้าเราพูด มันจะมีอารมณ์ มีน้ำเสียงแฝงอยู่ในนั้น
 ว่าเราพูดด้วยอารมณ์หรือน้ำเสียงที่ดุดันหรือไม่

เช่นคำว่า เรื่องของมึง ถ้าเราพูดด้วยน้ำเสียง ขี้เล่น อ่อนๆ เชิงหยอกล้อ
คนฟังหรือคนรับสารก็จะรับสารตรง ถูกต้อง ว่าคนพูดไม่ได้พูดเชิง
ไม่ใยดีเรา แต่พูดในลักษณะเล่นกับเรา  เพราะมันมีน้ำเสียง มีอารมณ์ มีอากัปกริยา
อยู่ในสารที่ส่งมาพร้อมกันนั้นด้วย เป็นการ ส่งสาร รับสารแบบ โดยตรง
 สารที่ส่งออกไป จึงถูกต้องและผู้รับก็ตีความถูกต้อง
แต่ถ้าเป็นตัวหนังสือ มันจะไม่มีอารมณ์ น้ำเสียง อากัปกริยา
ผู้รับสารจึงแปลความหมายเป็นอย่างอื่นไม่เลย นอกจากตีความหมายว่า 
คนส่งสารไม่สนใจใยดีเราแล้วตัดขาดเราแล้วเป็นต้น

ความสัมพันธ์ของใครหลายคนจึงสะดุดกลางทางเพราะสื่อสารกันทาง
ภาษาเขียน เช่นทางเมล์ ทางข้อความ ทางช่องทางอื่น ที่มิใช่เป็นการพูดคุยกันโดยตรง
ความสัมพันธ์จึงมักไม่สู้จะดี และทำให้เป็นหนทางเข้าใจผิดกันได้

ความสัมพันธ์ที่ดี มักจะจอดก่อนถึงฝั่ง เพราะการสื่อสาร การรับสารที่ไม่ตรงกัน
ดังนั้น ใครรู้ตัวว่า ฉันก็เคยเป็นเช่นนี้ ก็ลองยกหูหากันอีกซักครั้ง
บางที ความรู้สึกที่ดี อาจไหลกลับคืนมาก็ได้

จริงไหมจ๊ะ คนดี รักเธออยู่นะ เธอก็รู้ใช่มั๊ย